2165
สมาชิก
56
ก่อตั้ง
15
คณะกรรมการ
1785
ผู้ร่วมอบรม

“ สมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย มุ่งพัฒนานักกายภาพบำบัด เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ ด้วยศาสตร์การเคลื่อนไหวเพื่อคนทุกช่วงวัย ”


ประวัติศาสตร์สมาคมกายภาพบำบัด

ดัดแปลงเนื้อหาจากหนังสือ 20 ปี กายภาพบำบัด เขียนโดย รศ.สุรศักดิ์ ศรีสุข

วิชาชีพกายภาพบำบัดได้ก่อกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.. 2508 โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ เฟื่อง สัตย์สงวน ก่อตั้งโรงเรียนกายภาพบำบัดขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ในภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ชื่อในขณะนั้น ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล) และได้มีบัณฑิตสาขากายภาพบำบัด ออกมารับใช้สังคมเป็นรุ่นแรกในปี พ.. 2510 

ต่อมานักกายภาพบำบัดได้ก่อตั้งชมรมกายภาพบำบัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2513 โดยมี นางสาวกานดา ใจภักดี เป็นประธานชมรมท่านแรก เพื่อพัฒนาและเผยแพร่วิชาชีพกายภาพบำบัด ทางมีรายการยาว 30 นาทีออกอากาศทางสถานีวิทยุ ท... เดือนละ 1 ครั้งเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกายภาพบำบัดสู่ประชาชน และกรรมการสมาคมฯได้ดำเนินการขอเสนอจัดตั้งสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีนางสาวกานดา ชวพัฒนากุล (ถึงแก่กรรม) นักกายภาพบำบัดผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการติดต่อประสานงานจนสามารถจัดตั้งสมาคมฯ ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ..2516   

ในสมัยแรก (.. 2516-2517)  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประโยชน์ บุญสินสุข นายกสมาคมฯท่านแรก ได้เริ่มติดต่อองค์กรต่างประเทศ เพื่อหาข้อมูลตรียมพร้อมสำหรับขึ้นทะเบียนนักกายภาพบำบัด ส่งผู้แทนสมาคมฯเข้าร่วมประชุมสหพันธ์กายภาพบำบัดโลก (World Confederation for Physical Therapy: WCPT) ครั้งที่ 7 ที่ประเทศคานาดา เพื่อการประกอบโรคศิลปะสาขากายภาพบำบัด นอกจากนั้นท่านยังได้เริ่มจัดพิมพ์วารสารกายภาพบำบัด ออกเผยแพร่สู่สมาชิก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเผยแพร่งานด้านวิชาการของวิชาชีพกายภาพบำบัด 

ปีพ.. 2517-2518 รองศาสตราจารย์สุรศักดิ์ ศรีสุข ได้รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ โดยดำเนินงานมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์วิชาชีพ สู่สังคมทั้งการออกรายการความรู้ทางกายภาพบำบัดทางสื่อวิทยุและหนังสือพิมพ์ รวมทั้งจัดส่งอาสาสมัครไปช่วยงานที่ศูนย์เด็กพิการปากเกร็ด จัดงานหาทุนเข้าสู่สมาคมฯ และได้ร่วมกับโรงเรียนกายภาพบำบัดจัดตั้งอนุกรรมการพิจารณาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตกายภาพบำบัด 

ปี พ.. 2518- 2519 นายกสมาคมฯ ท่านเดิมรับหน้าที่ต่อ และริเริ่มการเสนอชื่อสมาคมฯ ให้ร่วมเป็นสมาชิกของสมาพันธ์กายภาพบำบัดโลก (World Confederation of Physical Therapy (WCPT)) จนกระทั่งเป็นผลสำเร็จ โดย WCPT ได้มีหนังสือรับรองสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกในปีพ.. 2521นอกจากนั้นได้เผยแพร่งานด้านวิชาการ โดยจัดส่งวารสารกายภาพบำบัดไปตามหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรทางการแพทย์ และนักเรียน นักศึกษาได้รู้จักวิชาชีพนี้มากยิ่งขึ้น ในปี พ.. 2519-2520 นายสุดสาคร พุดโธ รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ และได้พัฒนาวิชาชีพสืบต่อมาทั้งด้านกฎหมาย วิชาการและการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน 

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ได้มีประกาศพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ สาขากายภาพบำบัด ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 38 ดังเนื้อความต่อไปนี้

โดยที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินพิจารณาเห็นว่า การควบคุมการประกอบโรคศิลปะในปัจจุบัน มีสาขาในการประกอบโรคศิลปะเพิ่มขึ้นคือ สาขากายภาพบำบัด และสาขาเทคนิคการแพทย์ ดังนั้นเพื่อให้การควบคุมการประกอบโรคศิลปะได้เป็นไปอย่างรัดกุมและเหมาะสม สมควรแก้คำนิยามคำว่าโรคศิลปะและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในกฎหมายเสียใหม่ให้ สอดคล้องกัน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินจึงมีคำสั่งดังนี้ …..

ต่อ ....

“(6) กายภาพบำบัด คือ การกระทำในการช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อบำบัด ป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูการเสื่อมสมรรถภาพ หรือความพิการของร่างกาย หรือจิตใจ ด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด ซึ่งได้แก่ การดัด การดึง การประคบ การนวด การบริหารร่างกาย หรืออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของผู้ป่วย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกระทำด้วยวิธีการต่างๆ ดังกล่าว ตามหลักวิทยาศาสตร์ หรือการกระทำอื่นที่รัฐมนตรีประกาศเป็นวิธีการทางกายภาพบำบัด หรือการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศเป็น เครื่องมือกายภาพบำบัด

ในปี พ.. 2520-2522 นายจิตตินทร์ จินดาดวงรัตน์ นายกสมาคมฯ พัฒนาวิชาชีพกายภาพบำบัดให้ก้าวหน้าไปตามลำดับในทุกด้าน ประชาชนเริ่มมีความเข้าใจในคำว่ากายภาพบำบัดมากขึ้น คำว่าหมอนวดค่อยๆลดหายไป ระหว่างนั้นได้มีประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการประกอบโรคศิลปะ สาขากายภาพบำบัด ดังนี้

ข้อ 18 ทวิ ผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขากายภาพบำบัดจะปฏิบัติต่อผู้ป่วยได้ต่อเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้การวินิจฉัยโรคแล้ว และเห็นสมควรให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาทางกายภาพบำบัด โดยให้คำแนะนำเป็นหนังสือแสดงสาเหตุของโรคและแนวทางในการรักษาแก่ผู้ประกอบ โรคศิลปะ ในสาขากายภาพบำบัด ทั้งนี้ ผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขากายภาพบำบัดได้แต่เฉพาะยาที่ใช้ในวิธีทางกายภาพ บำบัด ซึ่งไม่ใช่ยากินหรือยาฉีด” 

ในปี พ.. 2522-2527 นายธงสิทธิ์ ตีรณศักดิ์ นายกสมาคมฯติดต่อกัน 5 สมัย ทำให้เกิดความก้าวหน้าของวิชาชีพกายภาพบำบัดมากขึ้น ทุกด้าน อาทิเช่น มีการย้ายที่ทำการสมาคมฯ มาอยู่ที่โรงเรียนกายภาพบำบัด (ตึกสลากกินแบ่งชั้น 4) อย่างถาวร  มีการเผยแพร่ความรู้โดยนักกายภาพบำบัดในรายการปัญหาชีวิตและสุขภาพ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 รายการวิทยุ ท... ทุกวันอังคาร เวลา 08.35-09.00 . ซึ่งท่านผู้ฟังมีความสนใจรับฟังมากพอสมควรและมีจดหมายมาสอบถามปัญหาต่างๆ อยู่เสมอ ด้านกฎหมายสมาคมฯได้ร่วมพิจารณาเกี่ยวกับขอบเขต สิทธิ และหน้าที่ ตลอดจนหลักสูตรการศึกษาของเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัด

ด้านงานวิเทศสัมพันธ์ นายธงสิทธิ์ได้ร่วมกับนายกสมาคมกายภาพบำบัดของประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียรวม 6 ประเทศ ก่อตั้งสหพันธ์กายภาพบำบัดแห่งเอเชีย (Asian Confederation for Physical Therapy: ACPT) สมาชิกก่อตั้งประกอบด้วย ประเทศไทย, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น) และประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระหว่างประเทศแห่งเอเชียครั้งแรก  นอกจากนั้นคณะกรรมการบริหารสหพันธ์กายภาพบำบัดโลก (WCPT) ได้ให้เกียรติเลือกสถานที่ที่กรุงเทพมหานคร เป็นที่ประชุมการบริหารงานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารของ WCPT ในสมัยนั้น นายธงสิทธิ์ ตีรณศักดิ์ ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานกรรมการบริหารคนที่ 3 เป็นผลทำให้วิชาชีพกายภาพบำบัดของประเทศไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากล นอกจากนี้ WCPT ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญชาวออสเตรเลีย Miss Roberta Shepherd มาเปิดการอบรมเรื่อง Cerebral Palsy ในปี พ.. 2525 ทำให้นักกายภาพบำบัดไทย ได้พัฒนาความรู้ด้านการรักษาผู้ป่วยระบบประสาท 

ยุทธศาสตร์สมาคมกายภาพบำบัด

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4
  • ยุทธศาสตร์ที่ 5

ผลักดันองค์กรวิชาชีพสู่ความเป็นเลิศ

1. มีระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจในการบริหารงานกำหนดนโยบายและทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่เป็นปัจจุบันและสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้

2. มีระบบฐานข้อมูล (Database) ที่รวบรวมองค์ความรู้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานกายภาพบำบัด

ผลักดันให้นักกายภาพบำบัดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหว มีความเป็นผู้นำและสามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต

1. มีกิจกรรมและประชาสัมพันธ์งานด้านการสร้างเสริมสุขภาพทุกช่วงวัยในศาสตร์การเคลื่อนไหวทางกายภาพบำบัด

2. มีระบบพี่เลี้ยงงานทางวิชาการเพื่อพัฒนาศักยภาพนักกายภาพบำบัด 

3. มีหลักสูตรระยะสั้น และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการสร้างเสริมสุขภาวะที่หลากหลาย เช่น on job training, workshop เป็นต้นเพื่อให้นักกายภาพบำบัดสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่าย

4. มีระบบและกลไกในการจัดการความรู้ (Knowledge Management; KM) โดยเฉพาะองค์ความรู้ทางคลินิก (Clinical Experience-Based)

5. มีการจัดตั้งชมรมหรือกลุ่มทำงานเฉพาะด้านตามความสนใจ เพื่อเกิดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

6. ส่งเสริมให้นักกายภาพบำบัดเป็นผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐาน

พัฒนาระบบการบริหาร การบริการวิชาการ การวิจัย และการจัดการข้อมูลเพื่อความเป็นเลิศ

1. มีแผนงานเพื่อการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพนักกายภาพบำบัดสู่การเป็นผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง

2. มีระบบฐานข้อมูลวิชาชีพรวมทั้งระบบการบริหารจัดการเพื่อการตัดสินใจ

ผลักดันให้เกิดระบบและกลไกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

1. มีช่องทางสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เช่น Website, Facebook, Application ทางกายภาพบำบัดเป็นต้น เพื่อให้ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพแก่ประชาชน

2. มีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ในการสร้างความเข้าใจและให้ความรู้แก่ประชาชน

3. มีกลไกและแนวปฏิบัติในการพัฒนาศักยภาพนักกายภาพบำบัดให้สามารถทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การออกแบบกิจกรรมและการออกแบบการประเมินผลลัพธ์สุขภาวะ เป็นต้น

4. มีการประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัดหรือผู้กำหนดนโยบายเพื่อกำหนดตัวชี้วัดงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับประชาชน

5. มีการประสานงานกับ สปสช.หรือหน่วยงานชำระเงินให้สามารถเบิกจ่ายให้กับกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานด้านสร้างเสริมสุขภาพ

พัฒนาระบบและกลไกเพื่อการสื่อสารกับภาคประชาชนและองค์กรภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ

1. มีเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารสาธารณะ เช่น สสส. ไทยพีบีเอส เป็นต้น

2. มีการผลิตสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์วิชาชีพอย่างต่อเนื่อง

3. มีการอบรมการสร้างสื่อสุขภาวะทางกายภาพบำบัดให้กับนักกายภาพบำบัด

คณะกรรมการ

กภ. มัณฑนา วงศ์ศิรินวรัตน์

นายกสมาคม

เราคือนักกายภาพบำบัด เราอาจทำสิ่งต่างๆมากมายเพื่อให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เราสามารถทำให้คนยังคงเคลื่อนไหว เราสามารถทำให้โลกหมุนไปได้

กภ. พัชรินทร์ นิลมาท

อุปนายกฝ่ายวิชาการ

การดูแลผู้ป่วยหรือประชาชนทั่วไปด้วยวิธีการ
ทางกายภาพบำบัดเป็นทางศาสตร์และศิลป์ที่มุ่งเป้า
ให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ปกติหรือใกล้เคียงปกติ
ได้มากที่สุด

กภ. วรินทร์ กฤตยาเกียรณ

อุปนายกฝ่ายธุรการ

พัฒนานักกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพวิชาชีพ

กภ. ภิมุกข์ สิงห์พิทักษ์

เลขานุการ

ความลับของความสำเร็จ คือการเริ่มต้น

กภ. อัมพร นันทาภรณ์ศักดิ์

เหรัญญิก

กายภาพบำบัดที่ดี คือการสร้างคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพที่ดี ให้กับคนในสังคม

กภ. ชวกิจ เก้าเอี้ยน

สาราณียากร

เราต้องเพิ่มบทบาทเรื่องการส่งเสริมและป้องกันสุขภาพ เพื่อรองรับโครงสร้างทางสังคมในอนาคต

กภ. ฐณวัฒน์ ปริยัติฆรพันธ์

ประชาสัมพันธ์

กายภาพบำบัดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เราต้อง Balance ทักษะและความรู้ให้การรักษาที่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ และทำให้เขารู้สึกดีที่มาเจอเรา

กภ. สลิลา เศรษฐไกรกุล

นายทะเบียน

การทำงานวิชาชีพกายภาพบำบัด ต้องเป็นการทำงานเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

กภ. กันยากร สุพรรณพานิชย์

ปฏิคม

It’s never too late to start
something new.
มันไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

กภ. ประภาส โพธิ์ทองสุนันท์

กรรมการกลาง

วิชาชีพจะก้าวหน้า นักต้องก้าวเดิน เรามาช่วยกันพัฒนา

กภ. จีรวรรณ ดนัยตั้งตระกูล

กรรมการกลาง

ให้นักกายภาพบำบัดเป็นผู้มีความภาคภูมิและภูมิใจในวิชาชีพ ภาคภูมิในองค์ความรู้ ทักษะและความเป็นมืออาชีพ

กภ. สินีนาฏ สุขอุบล

กรรมการกลาง

ขอเป็นหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนวิชาชีพกายภาพบำบัดไทย ให้ก้าวหน้า ก้าวไกล สู่สากล

กภ. สมคิด เพื่อนรัมย์

กรรมการกลาง

ชีวิตที่มีคุณค่า​ คือการที่เราเป็นคนมีคุณค่าและทำให้ผู้อื่นมีคุณค่าด้วย

กภ. สุภัทร สวนจันทร์

กรรมการกลาง

เพื่อพัฒนาวิชาชีพกายภาพบำบัด โดยการสนับสนุนความเป็นอิสระของวิชาชีพ และปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์

กภ. วรพร โชคบุญส่งสวัสดิ์

กรรมการกลาง

นักกายภาพบำบัดสามารถทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ เมื่อความเจ็บปวดหายไป จะพบรอยยิ้มได้จากทุกคน ฉันจึงภาคภูมิใจในวิชาชีพกายภาพบำบัด ราวกับว่าฉันได้ช่วยโลกใบนี้ไว้