เปลี่ยนการแสดงผล thA-AA+

มุมมองคนไข้:เปรียบเทียบการบริการ รพ.เอกชน VS คลีนิคกายภาพบำบัด

มุมมองคนไข้:เปรียบเทียบการบริการ รพ.เอกชน VS คลีนิคกายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัดหัวไหล่อันติดแหง็กทำให้เราต้องไปๆ กลับๆ โรงพยาบาลอยู่หลายรอบ สักพักหนึ่งก็ตัดสินใจไปลองใช้บริการคลีนิคกายภาพบำบัดใกล้บ้าน เห็นว่ามาตรฐานการทำกายภาพบำบัดอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ก็เลยไปใช้บริการที่คลีนิคอยู่พักใหญ่  เป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับเราทั้งสองสถานที่ และเห็นความแตกต่างของวัฒนธรรมองค์กรได้ชัดเจน

ในเชิงการบำบัดรักษา เราพบว่านักกายภาพทำให้หัวไหล่เราอุ่นขึ้น (และคลายกล้ามเนื้อ) ด้วยเครื่องมือที่เขามี เช่น อัลตร้าซาวด์ แผ่นร้อน เครื่องชอร์ทเวฟ และ นวดน้ำมัน   เมื่อหัวไหล่เราอ่อนระทวยแล้วก็ “ดัด”  ในขั้นตอนนี้ นักกายภาพต้องออกแรงและใช้ความรู้ความสามารถมากทีเดียว เขาจะจิ้มหาจุดที่ยังตึงแข็งอยู่ บี้มัน แล้วก็โยกแขนเราไปมา บางทีก็ดึงบ้าง เขย่าบ้าง  บางกรณีมีใช้แผ่นเย็น

ก่อนจะพูดถึงเรื่องในเชิงพฤติกรรม จำเป็นต้องเรียบเรียงภาพของตัวอาคารสถานที่และระบบงานก่อน จึงจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่เป็นนามธรรมเช่นวิธีคิด วิธีพูด ความสัมพันธ์

โรงพยาบาล

โรงพยาบาลประกอบด้วยหลายแผนก มีตำแหน่งงานหลากหลาย เราเริ่มจากการไปหาหมอกระดูก หมอให้ยาแล้วก็ส่งไปทำกายภาพ หมอเป็นผู้กำหนดไปทางแผนกกายภาพว่าต้องทำอะไรบ้างเป็นเวลานานเท่าไร  วิธีสั่งการคือการระบุรหัสกิจกรรมลงในการ์ดเล็ก เมื่อไปถึงแผนกกายภาพ เราก็ส่งการ์ดนั้นให้ เจ้าหน้าที่ด้านทะเบียน/ธุรการของแผนก ซึ่งจะเช็คข้อมูลของเรา กรอกเงื่อนไขตามการ์ดนั้นลงในสลิปเล็กๆ  ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเราและการบำบัดรวมทั้งชื่อนักกายภาพ  นักกายภาพจะถูกตามจากห้องพักมาที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ เพื่อมารับตัวเราไปพร้อมกับสลิปนั้น  นักกายภาพเป็นผู้พาเราเข้าห้อง เหน็บสลิปนั้นไว้ที่หน้าห้อง แล้วปิดประตูทุกครั้งที่เข้าและออก บุคคลภายนอกจะทราบว่าผู้อยู่ในห้องเป็นใคร ทำอะไร จะเสร็จเมื่อไร โดยดูได้จากสลิปที่เหน็บอยู่ข้างหน้าห้อง เมื่อเสร็จกระบวนการ เราต้องเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์เดิม รับการ์ดคืน นัดหมาย เจ้าหน้าที่ซึ่งประจำที่เคาน์เตอร์ จะเปิดสมุดนัดหมายซึ่งตีตารางเวลาของนักกายภาพทุกคนไว้  นักกายภาพแต่ละคนจะมาทำงานหกวันต่อหนึ่งสัปดาห์ โดยที่มีวันหยุดไม่ตรงกัน ส่วนใหญ่เริ่มงานตั้งแต่ 8.00 น. และเลิกงาน 16.00 น. แต่จะมีบางคนที่เริ่มงานกะสายและเลิกงาน 19.00 น. ซึ่งเป็นเวลาแผนกปิด  ในสมุดนัดหมายแต่ละหน้าจะเป็นตารางรวมของนักกายภาพทุกคนในแต่ละวัน ซึ่งจะระบุเวลาพักและเวลาขึ้นวอร์ด (ถ้ามี)  จากปริมาณคนไข้กับปริมาณนักกายภาพทำให้กำหนดนัดหมายในแต่ละวันมักจะเต็มหรือเกือบเต็ม การนัดหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ บางทีก็ไม่ได้คิวที่ต้องการ หรือไม่ได้ทำกายภาพบำบัดกับคนเดิม  ส่วนใหญ่เราต้องมาทำกายภาพทุกวัน สัปดาห์ละเจ็ดวัน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือคิวเต็ม นัดไม่ได้  การนัดหมายเป็นเรื่องที่เรากับเจ้าหน้าที่ตกลงกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีนักกายภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อนัดหมายแล้วเจ้าหน้าที่จะลงเวลานัดในการ์ดคืนเรา เพื่อเตือนกำหนัดนัด และให้นำมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น จากนั้น เราก็เดินไปที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน 

ตลอดขั้นตอน เราเปรียบเหมือนพัสดุที่ส่งทาง dhl ที่มีแท็กติดและมีระบบ gps ในการติดตาม แม้จะถูกส่งผ่านจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่ง จาก port หนึ่งไปสู่อีก port นึ่ง ก็จะไม่มีทางสูญหายในระหว่างทาง

 

แผนกกายภาพเป็นส่วนหนึ่งของทั้งชั้น เมื่อเดินเข้าไปในประตูด้านหลังเคาน์เตอร์ต้อนรับ จะเป็นพื้นที่กว้างที่ถูกแบ่งเป็นห้องต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ห้องที่ใช้ทำกายภาพบำบัดเป็นห้องเดี่ยวเรียงกันมากมาย  ห้องกว้างขนาดหอพักนักศึกษา มีเตียงหนึ่งเตียง ตู้แขวนเสื้ัอพร้อมกระจกเงา ราวแขวนเสื้อนอกตู้ ตู้เล็กแบบมีลิ้นชักและล้อเลื่อน ตู้แขวนผนังสำหรับไว้เสื้อและผ้าใหม่ของโรงพยาบาล เก้าอี้สองตัว  นี่ถ้ามีโต๊ะทำงานกับชั้นหนังสืออีกนิดหน่อยก็จะเป็นหอพักนักศึกษาได้พอดี  ส่ิ่งที่แตกต่างจากหอพักนักศึกษาคือมีลำโพงที่ส่งเสียงตามสายเป็นเพลงบรรเลงหวานแผ่ว แล้วก็อุปกรณ์ประเภทอินเตอร์คอมติดผนังที่ต่อสายยาวไว้ให้กดปุ่่มเปิดได้แม้นอนอยู่บนเตียง แต่ละห้องมีระบบปรับอากาศแยก คนไข้จึงเลือกให้ปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ    ที่กั้นอยู่ระหว่างประตูกระจกบานเลื่อนสีทึบของแต่ละห้องกับเตียงนอน คือราวผ้าม่านเพื่อบังสายตาบุคคลภายนอก  เมื่อนักกายภาพหรือผู้ช่วยจะเข้าห้อง พอเปิดประตูแล้วเขาจะส่งเสียงมาก่อนว่า “ขออนุญาต…”

เมื่อเดินเข้ามาตามทางเดิน จะเห็นเครื่องอัลตร้าซาวด์วางอยู่พร้อมใช้บนรถเข็นเรียงเป็นตับอยู่ข้างผนังห้องแรก   สิ่งแรกที่ทำเมื่อเข้าห้องคือนักกายภาพจะขอให้เราเปลี่ยนเสื้อ โดยที่ในแต่ละห้องจะมีไม้แขวนเสื้อให้หนึ่งอัน เราจะแขวนในตู้กระจกหรือราวนอกตู้ก็ได้  เขาจะหยิบชุดคลุมของโรงพยาบาลหรือไม่ก็ผ้าขนหนูให้เราผลัดแล้วแต่กรณี ส่วนใหญ่ระยะหลังเราจะได้นุ่งผ้าขนหนูมากกว่าชุดคลุมที่ต้องผูกเชือก ในระหว่างนี้ นักกายภาพจะเดินไปเอาเครื่องอัลตร้าซาวด์มา กะเวลาว่าเราเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วเขาก็จะเข้ามา ส่งเสียงมาก่อน แล้วก็ลากเครื่องมา  ในระหว่างการทำอัลตร้าซาวด์ เราจะนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง  เขาจะนั่งเก้าอี้ล้อเลื่อน (ที่ปรับสูง-ต่ำได้ด้วย) อยู่ด้านหลัง เมื่อเอาเครื่องนั้นถูไถหัวไหล่เราจนมันร้องแล้ว เขาก็ลากมันออกไปเก็บที่เดิม เราก็นั่งรออยู่ในห้อง  สักพักเขาก็กลับมาพร้อมกับห่อยานวด บีบนวดเราด้วยน้ำมันเหนียวจนไหล่ร้อน แล้วเขาก็จะกดปุ่มอินเตอร์คอมที่ผนังห้อง เสียงจะดังไปที่ห้องผู้ช่วย ทางฝั่งโน้นก็จะถามมาว่า “มีอะไรให้ช่วยคะ”  นักกายภาพก็จะบอกว่าขอแผ่นร้อนหัวไหล่  อีกแป๊บนึง ผู้ช่วยก็จะยกอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเข้ามา อันประกอบด้วยผ้าพลาสติกกันเปียก แผ่นร้อนที่หุ้มด้วยผ้าขนหนูไหล่ละสองแผ่น ผ้าขนหนูเปล่าหนึ่งผืน และหมอนสามเหลี่ยมอันเล็กๆ ไว้ยันแผ่นร้อนให้โค้งขึ้นมาสัมผัสแขน แทนที่จะแบนราบไปกับเตียง  หากเราประคบสองไหล่ ทั้งหมดนี่ก็จะมาสองชุด ยกเว้นผ้าขนหนู

สอบถามได้ความว่าเจ้าแผ่นร้อนนี้ให้ผลเหมือนกับเจลสีฟ้าประคบร้อน-เย็น แต่โรงพยาบาลเลือกที่จะใช้เจ้าแผ่นนี้เพราะว่ามันให้ความร้อนที่อบอุ่นกว่า เป็นความร้อนที่มีความชื้นอยู่ด้วย มันเป็นถุงผ้าที่เย็บแบนและหนัก ข้างในเป็นดินภูเขาไฟซึ่งราคาแพงมาก เจ้าแผ่นนี้จะต้องต้มไว้ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน หากไม่ได้ใช้นานๆ จะมีวิธีเก็บรักษาที่ลำบากยากเย็นมาก ไม่เหมาะกับจะซื้อไปใช้เองที่บ้าน  รู้สึกว่ามันจะร้อนอยู่นานกว่าเจล  โรงพยาบาลมีหม้อต้มขนาดใหญ่สำหรับต้มแผ่นร้อนแบบต่างๆ  หม้อต้มจะต้องร้อนอยู่ตลอดวันตลอดคืน

ส่วนใหญ่นักกายภาพจะเป็นคนจัดวาง เราจะนอนอยู่ตรงกลางเป็นก้อนแฮมที่ถูกประกบด้วยแผ่นร้อนในผ้าขนหนูฟูฟ่องสีขาวประกบบนล่างเช่นเดียวกับเบอเกอร์  มีบางครั้งนักกายภาพออกไปก่อน ผู่ช่วยซึ่งขนสัมภาระเหล่านี้เข้ามาก็จะเป็นผู้จัดวางเอง  แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้จัดวาง ขั้นตอนก็จะเหมือนกัน คือวางพลาสติกบนหมอน ซึ่งมันก็จะใหญ่พอที่จะคลุมมาถึงเตียง วางแผ่นร้อนสี่เหลี่ยมสองอันเรียงกันบนเตียง (สูงขึ้นมาประมาณสองสามนิ้ว)  วางผ้าขนหนูพับบนหมอน เพื่อให้หัวเราสูงขึ้นอีกนิดนึงเหมือนกัน จับเรานอนลงไป วางแผ่นร้อนอีกสองอันบนไหล่ซ้าย-ขวา นำผ้าห่มผืนบางมาคลุมทับ  หยิบสายสวิทช์อินเตอร์คอมมาเสียบไว้กับผ้าห่ม ส่วนใหญ่จะทดสอบกดปุ่มให้ดูด้วย  เราไม่เคยต้องใช้มันเลย

ช่วงเวลาอบแผ่นร้อน เขาจะปล่อยให้เราอยู่คนเดียว คิดว่ายี่สิบนาที ปิดไฟ นอนอุ่นๆ ฟังเพลง สบายมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งหลับไปเลย

ก่อนออกไป เขาจะตั้งเวลาที่นาฬิกาดิจิตอลซึ่งติดอยู่หน้าห้อง พอมันร้องบี๊บๆ นักกายภาพก็จะกลับมาดัดแขนดัดไหล่   เสร็จแล้วส่วนใหญ่ก็จะส่งเราไปชักรอกและหมุนวงล้อที่อีกห้องหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ   ในขั้นตอนนี้ ส่วนใหญ่นักกายภาพจะไม่พาไปเอง แต่ให้ผู้ช่วยเป็นคนพาไป  เราจะต้องชักรอกก่อน ครั้งแรกนั่ง พอครบจำนวน ก็ยืนไขว้หลังชักขึ้นชักลง เสร็จจากรอกก็ไปที่วงล้อ หมุนซ้ายหมุนขวา เอียงซ้ายเอียงขวา จากนั้นถึงจะปล่อยกลับ

คลีนิคกายภาพบำบัด

คลีนิคที่เราไปอยู่ใกล้บ้าน เป็นตึกแถวสามคูหา ใช้ชั้นล่างและชั้นลอยเป็นคลีนิค อยู่ติดถนนใหญ่ แต่ตัวอาคารสร้างห่างจากทางเท้าพอสมควรจึงมีที่จอดรถได้เกือบสิบคัน  ส่วนใหญ่จะจอดกันเต็มเสมอ  แถมยังเห็นบางคนให้รถที่บ้านมาส่งแล้วกลับ เห็นบางคนมารถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซค์ สรุปได้ว่าคนทำกายภาพบำบัดเยอะจริงๆ 

จอดรถได้ปั๊บ (ถ้ามีที่จอด) ก็เปิดประตูกระจกเข้าไป โถงด้านในมีเคาน์เตอร์ต้อนรับ และที่นั่งพักรอ ถัดเข้าไปเป็นห้องทำกายภาพบำบัด ขนาดสักสามสี่เตียง  ส่วนที่เป็นชั้นลอยของอาคาร กั้นเป็นห้องทำกายภาพบำบัดขนาดใหญ่สองห้อง  ห้องที่จัดไว้เป็นคอมมอนรูมสำหรับบรรดานักกายภาพได้ใช้ร่วมกันอีกหนึ่งห้อง และมีพื้นที่ตรงกลางสำหรับเดินผ่าน นั่งรอ รวมทั้งมีฟรีเซอร์ใส่เจลแช่แข็ง แล้วก็โต๊ะวางผ้าส่วนกลาง  ในแต่ละห้อง มีเตียงเรียงกันเป็นตับ นับสิบเตียง กั้นแยกออกจากกันด้วยม่านสีส้ม  ราวม่านห้อยจากเพดานต่ำลงมาประมาณฟุตกว่า  การแบ่งพื้นที่ด้วยม่านลักษณะนี้แทนที่จะกั้นห้องเป็นxxxส่วน มีข้อดีในทางตรงและทางอ้อมหลายสถาน กล่าวคือ

        
  1. ราวม่านใช้เป็นที่แขวนเสื้อได้ด้วย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับตู้เสื้อผ้า
  2.     
  3. พื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน ทำให้แอร์แขวนผนังหลายตัวที่มีอยู่แพร่กระจายความเย็นได้ทั้งห้องโดยไม่มีอะไรขวางกั้น
  4.     
  5. ใช้การเปิด-ปิดม่าน เป็นสัญญาณบอกว่ามีผู้ใช้เตียงนั้นอยู่หรือไม่ ขจัดความจำเป็นในการใช้เอกสารเพิ่มเติมเช่นสลิปแปะหน้าห้อง
  6.     
  7. เสียงผ่านลอดออกไปได้ ขจัดความจำเป็นในการใช้อินเตอร์คอม สามารถใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น สั่นกระดิ่ง เพื่อเรียกความสนใจในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในห้องคนเดียวและต้องการความช่วยเหลือ 

ผู้ป่วยที่ต้องนั่งรถเข็น หรือเดินเหินไม่สะดวก เมื่อจอดรถหน้าคลีนิคแล้ว สามารถเข้ามาใช้บริการห้องด้านล่างได้เลย  ดูเหมือนว่านักกายภาพที่ใช้ห้องบริเวณนี้ประจำคือคนที่เป็นเจ้าของคลีนิค  คนที่ควรจะเดินเหินได้ตามปกติ (อย่างเราเป็นต้น) เมื่อเดินเข้าประตูมาแล้ว  ครั้งแรก เจ้าหน้าที่ที่ฟร้อนจะให้ทำทะเบียน สั้นๆ แล้วก็ส่งตัวให้นักกายภาพที่ว่างอยู่แถวนั้น   หลังจากนั้น เมื่อเราไปอีก เจ้าหน้าที่คนเดียวคนเดิมจะจำได้ว่าเราต้องไปทำกายภาพบำบัดกับใคร เขาจะโทรตามตัว  ปกติจะใช้โทรศัพท์เลขหมายภายใน โทรไปห้องใดห้องหนึ่งชั้นบน  มันก็จะดังกริ๊งกร๊าง ใครสักคนที่พอปลีกตัวได้ก็จะเดินมารับ คนโทรก็จะถามถึงนักกายภาพที่ต้องการคุยด้วย คนรับโทรศัพท์ก็จะไปตามหาตัวมารับสาย  หรือไม่ก็บอกว่าไม่อยู่ในห้องนี้ ให้โทรไปอีกห้องหนึ่ง  บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็จะใช้โทรศัพท์มือถือของตนโทรเข้ามือถือคนรับโดยตรง เพื่อจะบอกว่าเรามาถึงแล้ว  (แม้ว่าจะมาถึงก่อนกำหนดนัดก็ตาม)  คนทางโน้นก็มักจะบอกว่าให้ส่งขึ้นมาได้เลย    เราก็จะเดินดุ๊กๆ ขึ้ันกะไดไปชั้นบนแต่เพียงลำพัง  หรืออาจไปเข้าห้องน้ำก่อน  หรือขึ้นไปแล้วค่อยเข้า หรือขึ้นไปแล้วเดินสำรวจอาคารสถานที่ หรือขึ้นไปนั่งเฉยๆ ที่เก้าอี้พักรอ  หากเรามีลูกบ้ามากกว่านี้ก็อาจจะลองเข้าประตูที่เขียนว่า “เฉพาะพนักงาน เปิดแล้วปิดด้วย”  ซึ่งน่าจะเป็นทางขึ้นไปชั้นบนที่คาดว่าจะเป็นส่วนที่อยู่อาศัยของเจ้าของและครอบครัว  หรือหากคิดให้พิลึกพิลั่นมากกว่านั้นก็อาจเป็นห้องทดลอง หรือห้องเก็บอุปกรณ์แปลกๆ  เวลาที่มองเห็นประตูนั้นก็อดจะรู้สึกคันๆ คะยุกคะยิกอยู่ในใจไม่ได้

สักพักนักกายภาพของเราก็จะเดินมาเจอเราและพาเราไปขึ้นเตียง ส่วนใหญ่จะไม่มีเก้าอี้ จะมีแต่เตียงสูง จึงต้องมีกะไดสองขั้นอยู่ใต้เตียงทุกเตียง  แล้วนักกายภาพก็จะหายตัวไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาพร้อมกับผ้าอ้อมลายการ์ตูนหรือผ้าลายต่างๆ กัน เพื่อให้เราใช้กระโจมอก  สิ่งแรกที่เขาทำก็คือให้เราถอดเสื้อ  เนี่องจากแขนเราติด เราก็จะไม่ตะกายไปเอาไม้แขวนที่ราวม่านซึ่งอยู่สูงกว่าหัว ถอดเสื้อแล้วก็จะกองไว้ปลายเตียง ซึ่งนักกายภาพก็จะไม่เดือดร้อนแต่อย่างใด   ครั้งแรกที่เจอกัน ผ้าที่เอามาให้เล็กจนพันแทบไม่รอบตัว แล้วยังจะให้เรากระโจมอก เราพยายามอยู่พักใหญ่แล้วก็ต้องบอกเขาว่า “มันพันไม่รอบน่ะ”   หลังจากนั้น เขาก็จะหาผ้าผืนใหญ่ที่สุดที่มีมาให้เราเสมอ แต่มันก็จะเป็นผ้าผืนลาย ไม่ใช่ผ้าเช็ดตัวขาวฟูฟ่องเหมือนที่โรงพยาบาล  ผ้าหลากสีที่ผืนบางนี้ จะถูกเรียงพับทับซ้อนกันเป็นตั้งสูงอยู่บนโต๊ะข้างฟรีซเซอร์ นักกายภาพสามารถไปเลือกหยิบได้ตามต้องการ 

เมื่อผลัดผ้าเสร็จเรียบร้อยก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการบำบัด  ซึ่งจะมีสามส่วนคือ อัลตราซาวด์ และ/หรือชอร์ทเวฟให้ไหล่อุ่นร้อนและนุ่มนิ่มทั้งสองข้าง  ดัด  และประคบเจลแช่แข็งที่นำมาจากฟรีซเซอร์  ช่วงเวลาที่นักกายภาพจะอยู่กับเราคือช่วงอัลตราซาวด์และดัด  หากใช้ชอร์ทเวฟและประคบเย็นเราจะอยู่คนเดียว   บางครั้งหากคิวแน่นมาก นักกายภาพก็จะนัดสองคนมาในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน แล้วก็วิ่งรอก จับคนหนึ่งเข้าชอร์ทเวฟ แล้วไปดัดอีกคนหนึ่ง พอเครื่องมันเรียกมาดูก็พอดีดัดเสร็จ เอาเจลแช่แข็งไปโปะ แล้วกลับมาเอาคนที่นั่งอบคลื่นสั้นเสร็จแล้วขึ้นเตียงดัด   จึงเป็นไปได้ว่าขั้นตอนของการบำบัดอาจไม่ได้เรียงกันทุกวัน หากจำเป็นอาจประคบเย็นก่อน ดัดทีหลังก็ได้  หรือทำทั้งชอร์ทเวฟและอัลตราซาวด์ในวันเดียวกัน บางวันก็อัลตราซาวด์อย่างเดียวไม่ต้องอบคลื่นสั้นก็ได้  ไม่รู้ว่าขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง แต่ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากความจำเป็นในเรื่องการสับหลีกด้วยในบางวัน

เครื่องอบชอร์ทเวฟจะใหญ่เทอะทะ ตั้งอยู่ตรงไหนก็จะตั้งอยู่ตรงนั้น เท่าที่เห็นจะมีที่ชั้นล่างหนึ่งตัว ชั้นบนหนึ่งตัว  นั่งอบเหมือนเวลาอบผมที่ร้านทำผม  แต่เขาจะปรับแขนให้มันประกบอยู่ใกล้ๆ บ่าเรา แล้วก็ปรับตั้งค่าต่างๆ ไว้ เราก็นั่งนิ่งๆ อ่านหนังสือหรือเล่นเกมไปด้วยก็ได้ หระหว่างนั้นไหล่ก็จะอุ่นๆ เหมือนที่ร้านทำผมไม่มีผิด  เค้าบอกว่ามันให้ผลเหมือนกับการประคบแผ่นร้อน แต่ชอร์ทเวฟให้ผลที่ดีกว่าเพราะลงไปได้ลึกถึงกระดูกดำ อะไรทำนองนั้น 

ตรงที่อบชอร์ทเวฟมีเตียงเหมือนกัน แต่ไม่เคยต้องใช้เตียงนั้น เข้าใจว่าคงเป็นเพราะเครื่องมีจำกัด ใช้เสร็จแล้วต้องไปใช้เตียงอื่นที่มีว่างๆ อยู่ เผื่อคนอื่นจะเข้ามาใช้เครื่องบ้าง

บนเตียงส่วนใหญ่จะมีหมอนหนุนหัว กับหมอนขนาดย่อมอีกหนึ่งอันสำหรับรองขา  แต่บางทีก็ไม่มีหมอนเล็ก  บางห้องจะมีหมอนขวานแบบโอทอป กับหมอนรูปทรงต่างๆ นานาพรรณ บางทีก็มีริ้วระบาย วางไว้ริมผนังให้เลือกใช้ด้วย  สำหรับปลอกหมอนแต่ละอันมักจะเป็นสีพื้น ก่อนขึ้นเตียง นักกายภาพจะไปเอาผ้าอ้อมผืนย่อมมาปูทับบนปลอกหมอนหนุน  เวลาที่เรานอน จะได้หนุนไปบนผ้า ปลอกหมอนก็จะไม่เปื้อนส่วนหมอนที่รองขาก็ช่างมัน

ตามทางเดินมีเครื่องอัลตร้าซาวด์วางอยู่บนรถเข็นบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในห้องม่านรูดห้องใดห้องหนึ่ง เพราะลากเข้าไปใช้แล้วไม่ลากออกมา  แล้วในห้องม่านรูดนั้นก็มักจะมีเครื่องฝังเข็มวางอยู่ข้างในเป็นการข่มขวัญคนป่วยด้วย  วิธีการได้มาซึ่งเครื่องอัลตร้าซาวด์ หากในห้องม่านรูดนั้นไม่ได้มีมันอยู่ ก็คือ ไปชะโงกดูที่ห้องว่างๆ ที่ม่านเปิดอยู่ ห้องไหนว่างและมีเครื่องอยู่ ก็ลากมันมา  หรือเอาจากตัวที่วางอยู่ตรงทางเดิน  หรือหากไม่มีก็ไปชะโงกดูว่าห้องไหนใช้เสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังดัดอยู่ ก็ไปลากมา

เนื่องจากเตียงสูง และในห้องมีเก้าอี้ตัวเดียวหรือไม่มีเลย  การทำอัลตร้าซาวด์ก็คือเรานอนบนเตียง เขายืนทำ เราก็นอนหันไปหันมาตามที่เขาบอกจนหนังเกรียมทั่วตัวแล้วเครื่องก็จะร้องบี๊บ เขาก็จะหยุด  ไม่รู้เป็นเพราะว่าใช้เครื่องคนละยี่ห้อ หรือคนใช้เครื่องตั้งไฟแก่ไปหน่อย หรือว่าเยลลี่คนละแบบ เวลาเราทำอัลตร้าซาวด์ที่คลีนิค จะเริ่มจากความรู้สึกอุ่นจนกลายเป็นขั้นร้อน เข้าใจว่านอกจากหนังจะกรอบแล้ว เนื้อยังสุกและเอ็นเปื่อยยุ่ยไปหมดด้วย  ช่วงเวลาของการทำอัลตร้าซาวด์ -แม้จะได้นอน ไม่ต้องนั่ง- ที่คลีนิค มักจะเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ชอบ  ถ้าเราร้องมากๆ เขาก็จะไปหรี่ไฟลงหน่อย แต่ก็สุกอยู่ดี

เราว่าคนที่ดัดให้เราที่คลีนิคเค้าเก่งนะ ไม่ต้องถามอะไรเรามากเท่าไร จิ้มนิ้วลงไปตรงไหนเจอแต่ไคลแม็กซ์ทั้งนั้นเลย น่าจะเป็นมือฝังเข็มด้วย ถ้าแม่นจุดขนาดนี้ (ไม่ต้องถามว่า “ตรงนี้เจ็บมั้่ย”)  และเค้าเป็นคนแรกที่จิ้มเจอจุดเราที่สีข้าง (เราไหล่ติดนะเนี่ย ใครจะนึก)

ตามปกติ ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากดัดเสร็จ เค้าก็จะเอาเจลสีฟ้าแช่เข็งจากฟรีซเซอร์มาห่อไหล่เราข้างละอัน แล้วก็ผ้าอ้อมข้างละหนึ่งผืนรองด้านล่าง โยงขึ้นมาข้างบนแล้วก็ใส่มือเราหนีบไว้ แผ่นเจลยาวๆ นั้นก็จะถูกบังคับให้ห่ออยู่รอบแขนเรา 

เมื่อเราจากไป สิ่งที่จะต้องถูกเก็บก็คือแผ่นเจลสีฟ้า ซึ่งคงจะกลับไปเข้าฟรีซเซอร์ ส่วนที่จะต้องไปทำความสะอาดก็จะมีเพียงผ้าบางสี่ผืน คือผืนที่ห่อเราอยู่ ผืนเล็กที่วางทับหมอน  และอีกสองผืนที่ห่อแผ่นเย็น  เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและประหยัดพื้นที่มาก  เมื่อใช้เสร็จ เขาก็เพียงแต่มาเก็บไปใส่ตะกร้า วันหนึ่งใช้แค่หนึ่งหรือสองตะกร้าก็พอ ไม่ต้องมีห้องเก็บผ้า

การประคบเย็นน่าจะเป็นการเยียวยาหัวไหล่อันบอบช้ำของเรา  ครั้งแรกเรานอนรอให้เขามาแกะออก พอหลังๆ เค้าก็ปล่อยให้เราใช้ดุลพินิจเองว่าอยากแช่แข็งอยู่นานเท่าไร อยากลุกเมื่อไรก็ใส่เสื้อเปิดม่านลงไปข้างล่างได้ (ไม่รู้ใครเป็นคนมาเก็บของที่กองอยู่บนเตียง)  ก่อนที่นักกายภาพจะจากไป เขาจะนัดหมายสำหรับครั้งหน้า ส่วนใหญ่เขาจะกำหนดวัน ให้เราเป็นคนเลือกเวลา

เมื่อลงไปที่เคาน์เตอร์ บางทีก็จะมีนักกายภาพจำนวนหนึ่งยืนคุยอยู่แถวนั้นด้วย แต่คนที่เราต้องไปติดต่อคือเจ้าหน้าที่ประสานงาน/ธุรการ ซึ่งมีอยู่คนเดียวในคลีนิค เมื่อลงไปถึง ก็จ่ายเงิน ราคาเท่ากันทุกวันไม่ว่าจะใช้บริการอุปกรณ์มากหรือน้อยอย่าง ใช้เวลานานหรือรวดเร็ว  เจ้าหน้าที่จะพิมพ์ใบเสร็จขนาดเล็กจากเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ stand alone  ในใบเสร็จจะมีข้อมูลเกี่ยวกับวันเวลานัดหมายคราวหน้าไว้ด้วย ตามที่ได้ตกลงกับนักกายภาพไว้  แต่บางครั้งก็ผิด เครื่องมันอัตโนมัติมากไปหน่อย เราต้องตรวจสอบ  หากผิด เจ้าหน้าที่ก็จะกลับไปดูในเครื่อง พิมพ์แก้ในเครื่อง แล้วก็ใช้ปากกาแก้ส่วนที่ผิดบนใบเสร็จของเรา  เป็น one stop service จากนั้นก็กลับบ้านได้

…....................................................

^