เปลี่ยนการแสดงผล thA-AA+

15 แนวคิดของ อีลอน มัสก์ อัจฉริยะเจ้าแห่งนักคิดผู้สร้างนวัตกรรมระดับโลก

หลายคนที่อิจฉาความสำเร็จของ Elon Musk ลองอ่าน Tweet ที่มีคนถามถึงเบื้องหลังของชีวิตที่สุดยอดแบบเขา ซึ่ง Elon ก็ตอบว่าชีวิตเขามีทั้งดีแบบสุดๆ แย่แบบสุดๆ และเครียดอย่างต่อเนื่อง แต่คนอื่นมักไม่อยากได้ยิน 2 เรื่องหลัง สรุปว่าชีวิตของแต่ละคน แม้จะเห็นว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน ก็ไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ มีแต่ด้านดีเท่านั้น
 

ไม่ว่าจะทำอะไรก็กลายเป็นจุดสนใจของชาวโลกไปหมดสำหรับ Elon Musk (อีลอน มัสก์)  เจ้าพ่อนักคิดแห่งนวัตกรรมความบ้าระห่ำที่ชาวโลกยกย่องให้เขาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต

ซึ่งมัสก์คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและเป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 บริษัท คือบริษัท PayPal ที่เป็นตัวกลางในการจ่ายและรับเงินผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต , บริษัท SpaceX ที่สามารถส่งจรวดขึ้นไปในอวกาศ และบริษัท Tesla Motors ซึ่งผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐอเมริกา และอาจจะพลิกโฉมวงการรถยนต์ของโลกได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอีกด้วย

และด้วยตัวตนบุคลิกอันโดดเด่นของเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Iron Man ได้นำไปสร้างเป็นบุคลิกของ “โทนี่ สตาร์ก” พระเอกชื่อดังของเรื่องอีกด้วย …

ไม่น่าเชื่อว่า อีลอน มัสก์ จะกลายเป็นมหาเศรษฐี ตั้งแต่วัยเพียง 28 ปี เท่านั้น!! ซึ่งทุกวันนี้เขาครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดมูลค่ากว่า 14.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

อีลอน มัสก์ เกิดในประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปี  1971 เขาเป็นลูกครึ่งแคนาดา-อเมริกัน-แอฟริกาใต้ ด้วยความที่พ่อของเขาเป็นวิศวกรจึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้มัสก์เริ่มสนใจในเรื่องของเทคโนโลยี

นอกจากนี้เขายังเป็นหนอนหนังสือตัวยงตั้งแต่ยังเด็กบวกกับมีความหลงใหลในเรื่องอวกาศเป็นพิเศษ ความอัจฉริยะเริ่มฉายแวว เมื่อมัสก์ วัยแค่ 12  ปี เขาได้เขียนโค้ดวิดีโอเกมอวกาศชื่อว่า Blastar และขายให้กับนิตยสารคอมพิวเตอร์ในราคา 0  ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้สวยหรูนัก เพราะเขาเติบโตมากับพ่อที่มีอารมณ์รุนแรงและชอบใช้กำลัง และมัสก์เองยังเคยถูกรังแกที่โรงเรียนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลอีกด้วย

เขาเคยบอกไว้ว่า …

ถ้าคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า และคิดว่าอนาคตของคุณกำลังจะไปได้สวย วันนั้นคือวันที่ดีมาก แต่ถ้าเริ่มต้นไม่ดี ย่อมแปลว่าวันนั้นทั้งวันไม่ใช่วันที่ดี

หลังจากจบปริญญาตรี  2  ใบ ในสาขาเศรษฐศาสตร์และฟิสิกส์ที่มหา วิทยาลัยเพนซิลเวเนีย  มัสก์ได้เรียนต่อในสาขาฟิสิกส์ประยุกต์ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจลาออกหลังเข้าเรียนได้เพียง  2  วัน เพราะไม่ต้องการเสียเวลาในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตนเอง

ซึ่งในยุคนั้นเป็นช่วงที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตกำลังบูม มัสก์เปิดบริษัทแรกในชื่อ Zip2 Corporation ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่คล้ายกับ Google Maps ผสมผสานกับ Yelp เป็นแหล่งจัดหาข้อมูลออนไลน์เวอร์ชั่นใหม่ให้กับนิวยอร์ก ไทม์และหนังสือพิมพ์ Chicago Tribune. ก่อนที่บริษัท Compaq Computer จะขอซื้อไปด้วยมูลค่ากว่า 307  ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

โดยมัสก์มีส่วนแบ่ง 22 ล้านเหรียญ ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีด้วยวัยเพียง 28 ปี  และต่อมาในปี 1999 มัสก์เปิดบริษัทชื่อว่า X.com  เป็นธนาคารออนไลน์ซึ่งเขาได้สร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการสร้างการรักษาความปลอดภัยในการโอนเงินผ่านที่อยู่อีเมลล์ของผู้รับ

ต่อมาในปี 2000 เขาได้ซื้อบริษัทชื่อ Confinity ซึ่งได้เริ่มหาวิธีการโอนเงินผ่านทาง Internet หรือที่เรียกว่า PayPal ทำให้เขาทิ้งธนาคารออนไลน์แบบเดิมและได้เปลี่ยนชื่อจาก X.com เป็น Paypal  ที่มุ่งความสนใจกับการเป็นผู้ให้บริการในการจ่ายโอนเงินทั่วโลก

และในปี 2002 eBay  ได้ซื้อ Paypal เป็นเงิน .5 พันล้านเหรียญ ซึ่งเขาทำเงินได้จำนวน 5 ล้านเหรียญจากการปันผลหุ้น eBay

หลังจากนั้นเขาจึงหันมาทุ่มเทเวลาทำตามความฝันและเตรียมสร้างประวัติศาสตร์ให้กับโลกด้วยการสร้างบริษัท SpaceX  (Space Exploration Technologies) ในปี  2002  พร้อมความคิดที่บ้าบิ่นและก้าวกระโดดของเขาคือ โครงการอพยพคนไปอยู่ดาวอังคาร  เพื่อสร้างอาณาจักรมนุษย์บนดาวอังคารภายในเวลา 10-20  ปี

ซึ่งเขาอยากให้มีประชากรอาศัยอยู่และได้นำระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นไประเบิดที่ดาวอังคารเพื่อสร้างสภาวะโลกร้อน  โดยอยู่ในช่วงศึกษาภาวะกรีนเฮาส์บนดาวอังคาร เขามีความฝันว่าวันหนึ่งเขาจะมีธุรกิจท่องเที่ยวระหว่างดวงดาว

ต่อมามัสก์ได้เปิดบริษัท Tesla Motors ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และได้สร้างรถยนต์ซีดานไฟฟ้าสี่ประตูที่สามารถขับไปได้ในระยะไกลโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน  วิธีการประกอบรถยนต์จะใช้หุ่นยนต์ผลิตเป็นส่วนใหญ่ และคาดว่าพลังงานไฟฟ้าจะเป็นพลังงานหลักของระบบขนส่งในอนาคต  ซึ่งมัสค์ยังเสนอแนวคิดว่ารถยนต์ในอนาคต หากใช้คอมพิวเตอร์ขับจะมีความปลอดภัยมากกว่า

ซึ่งแนวคิดนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา มัสก์ยังมีการวางแผนที่จะผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนพลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคต แต่ความต้องการที่จะพัฒนาพลังงานสะอาดของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเขาเตรียมเข้าสู่การสร้างโครงการ Solar City  เพื่อให้เป็นเมืองพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกบ้านจะสามารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสุดไฮเทคอย่าง “ไฮเปอร์ลูป” (Hyperloop) เป็นการสร้างระบบการขนส่งความเร็ว  962 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยออกแบบให้เป็นท่อเชื่อมระหว่างซานฟรานซิสโกกับลอสแอนเจลิส จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงให้เหลือเพียง  35 นาที ตู้โดยสารหนึ่งตู้จะออกจากสถานีทุกๆ  30 วินาที โดยใช้หลักการ Negative Air Pressure เป็นโครงการที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวขับเคลื่อน

ปัจจุบัน บริษัท Tesla กำลังผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า รุ่น Model 3 ราคาเบาๆ อยู่ที่ประมาณ ,000 ซึ่ง Tesla มีขนาดของมาร์เก็ต แคป  ที่ ,000 ล้าน และเขากำลังจะสร้างโรงงานผลิตแบตเตอร์รี่ประเภทลิเทียมไอออนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ “Gigafactory”  ซึ่งนอกจากผู้คนจะยกให้ มัสก์  คือไอรอนแมนที่มีชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เขายังถูกขนานนามว่าเป็น ‘สตีฟ จ๊อบส์’ คนถัดไปอีกด้วย

ได้อ่านประวัติของอีลอน มัสก์ แล้วผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคนอย่างเขาอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยความคิดที่สุดโต่ง   สุด ๆ ขนาดนี้น้อยคนนักที่จะคิดได้ แต่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วในตัวของอีลอน มัสก์ ถ้าอย่างนั้นเราลองไปดูแนวคิดสุดเจ๋งของเขากันเลยครับ

15 แนวคิดของ อีลอน มัสก์ อัจฉริยะเจ้าแห่งนักคิดผู้สร้างนวัตกรรมระดับโลก

1.มองการณ์ไกลนอกเหนือจากความฝันของตัวเอง

นอกเหนือไปจากการสร้างความฝันของตัวเองให้เป็นจริงแล้ว มัสก์มักจะมองการณ์ไกลและสร้างสิ่งที่คนอื่นคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้โดยจะต้องทำให้สำเร็จด้วยเทคโนโลยี และเขายังมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองโลกในระยะยาว ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือการคิดเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนร่วมโลก จากแนวคิดนี้ทำให้ชื่อของ “อีลอน มัสก์” มีความโดดเด่นและถูกจับตามองจากคนทั่วทั้งโลก

2.คิดเสมอว่าต้องการอะไรในชีวิต

เขามักจะคิดเสมอว่าอะไรบ้างที่จะกระทบต่ออนาคตของมนุษยชาติมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่เขาคิดได้คือ อินเทอร์เน็ต, พลังงานทดแทน ,การท่องอวกาศ และการอาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นๆ สมองกลอัจฉริยะ และการเขียนพันธุกรรมของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ สำหรับมัสก์ความคิดในตอนนั้นคือจะให้ความสนใจพลังงาน และอินเทอร์เน็ตมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นๆ อาจจะดูเกินกำลังไปสำหรับเขาในตอนนั้น

3.มุ่งมั่นเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

แม้มัสก์จะเป็นมหาเศรษฐีแล้วก็ตาม แทนที่เขาจะเลือกใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่เขากลับยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนโลกของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น เขาจึงลงทุนด้วยเงินกว่า 0 ล้าน เพื่อก่อตั้งบริษัท SpaceX โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มนุษย์เดินทางไปอวกาศ และขยายอาณานิคมบนดาวอังคาร

4.สร้างพลังงานทดแทนก่อนที่น้ำจะท่วมโลก

มัสก์ให้ความสนใจกับเรื่องของพลังงานทดแทน  เพราะหากใช้พลังงานปิโตรเลียมต่อไปจะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น  5  องศา และจะส่งผลให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น น้ำจะท่วมทวีปทางตอนเหนือของโลก  ทำให้เขานึกถึงการใช้พลังงานทดแทน และเทคโนโลยีแบตเตอร์รี่  เขาลงทุนเงินส่วนตัวของ ล้าน ในบริษัท Tesla  เพื่อก่อตั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้วยการสร้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ทำให้โลกได้ใช้พลังงานได้อย่างยั่งยืน ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่เคยมีบริษัทไหนที่ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสำเร็จมาก่อน

5.ความสำเร็จสร้างขึ้นเองได้

เขามักจะบอกว่า

ความสำเร็จไม่มีวันได้มาง่ายๆ หากไม่ลงมือทำ

จะมีสักกี่คนที่สามารถสร้างบริษัทสตาร์ท อัพ  Start up ได้หลายแห่ง และประสบความสำเร็จทุกครั้ง จะมีสักกี่คนที่สามารถสร้างบริษัทจรวดที่องค์การ NASA สนใจร่วมธุรกิจด้วย และจะมีสักกี่คนที่พร้อมจะเป็นศัตรูกับบริษัทรถยนต์น้ำมัน รวมทั้งบริษัทปิโตรเลียมทั้งโลก ด้วยการสร้างรถยนต์พลังไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ทั้งหมดที่ว่ามานั้นเกิดขึ้นเพราะความคิดของมัสก์ ทุกอย่างต้องสำเร็จหากมีการลงมือทำ

6.กล้าที่จะเสี่ยงเพราะหากสำเร็จแล้วมันต้องคุ้มค่า

เขาจะมีมุมมองความคิดที่กว้างไกลกว่าคนทั่วไป และกล้าที่จะกำหนดเป้าหมายที่คาดว่าจะสำเร็จในอนาคต แม้หลายคนจะบอกมันคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ แต่มัสก์กล้าที่จะเสี่ยงในสิ่งที่เขาคิดว่ามันหากมันสำเร็จแล้วต้องคุ้มค่า ในวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานซึ่งอาจจะยังไม่มีภาระมากมาย  ควรมีความกล้าที่จะฝันและเสี่ยงทำตามความฝันของตัวเอง ซึ่งความ ลับในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของเขาก็คือความกระตือรือร้นนั่นเอง

7.ต้องไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค

เพราะเขามีความมุ่งมั่นต่อแนวคิดและโครงการที่จะทำทุกครั้ง ทำให้เขาไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ แม้ในอดีตที่ผ่านมาการทดสอบจรวดไปสู่อวกาศของเขาประสบความล้มเหลวหลายครั้ง ซึ่งมันคือการสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลแต่เขาไม่เคยยอมแพ้และยังคงทำสิ่งที่ผิดพลาดให้กลับมาสำเร็จอีกครั้ง

8.ต้องรักสิ่งที่ตัวเองทำ

มัสก์มักจะบอกทุกคนว่าไม่ว่าจะมีกี่โครงการ มันก็คือสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลก ที่สำคัญคือจะต้องรักในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะหากไม่รักก็คงจะไม่มีความสุขและไม่มีใจที่อยากจะทำ แต่ถ้ารักในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องคอยคิดถึงสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา และต้องไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ ให้คิดว่าเหมือนกับเป็นงานอดิเรกที่ทำเท่าไรก็ไม่มีทางเบื่อ เขาเปรียบว่า

“นักกีฬาที่เขาประสบความสำเร็จ  นั่นแสดงว่าพวกเขาต้องชอบและรักกีฬาชนิดนั้นๆ และคงไม่เบื่อที่จะฝึกซ้อมทุกวัน เพราะมีความอยากเก่งขึ้นเรื่อยๆ”  เขาเองก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน

 9.คัดเลือกคนเก่งๆ มาร่วมงาน

เขาให้ความสำคัญกับการทำงานทุกโครงการอย่างมาก และมักจะเลือกสรรคัดหาคนเก่งๆ มาทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สามารถแก้ปัญหาได้ รวมถึงการทำงานเป็นทีม และการดูแลรักษาบุคลากร ฯลฯ เพราะจะสะท้อนให้เห็นแนวคิดในการให้ความสำคัญกับการบริหารคนในองค์กร

10.ต้องมั่นใจว่าสินค้าหรือบริการดีที่สุด

มัสก์บอกว่า ไม่ว่าจะขายอะไร ต้องให้มั่นใจว่าสินค้าหรือบริการของตัวเองดีที่สุดแล้ว  ไม่ใช่แค่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับของคนอื่น ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ที่จะทำให้งานทุกอย่างออกมาดีที่สุดและพร้อมที่สุด

11.ต้องทำงานหนักและคิดเยอะๆ ตลอดเวลา

มัสก์บอกว่า “คุณไม่จำเป็นต้องมีปริญญาเอกในการจะเป็นผู้ริเริ่ม” ซึ่งเขาและพี่ชายต้องทำงานหนักมากๆ ชนิดที่ว่า Work super hard เพราะสมัยที่เริ่มก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ พวกเขาทำงานหนักมากตลอดเวลาที่ลืมตา ถ้าพักก็คือเวลานอนเท่านั้น ซึ่งเคล็ดลับในการทำงานของเขาให้ประสบความสำเร็จคือการทำงานเยอะๆ

12.ความล้มเหลวเป็นเหมือนตัวเลือก

เขาบอกว่า

“ความล้มเหลวถือเป็นหนึ่งในตัวเลือก  หากคุณยังไม่เคยพลาด นั่นอาจแปลว่าคุณยังไม่เคยที่จะริเริ่มสร้างสิ่งใหม่ๆ”

ทำให้เขาสามารถหาสิ่งใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ มาต่อยอดให้สำเร็จ  ผู้คนนับไม่ถ้วนรวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกกับมัสก์ว่า ไอเดียของเขาเป็นเรื่องไร้สาระและไม่มีทางสำเร็จแต่เขาก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจและยังคงทำสิ่งต่างๆ ในแบบที่เขาต้องการ

13.ต้องมีความกล้า บ้าบิ่นที่จะเสี่ยง

ต้องสามารถที่จะคิดในการออกแบบระดับระบบ พร้อมที่จะดึงเอาการออกแบบของเทคโนโลยีและธุรกิจ เข้ามาในองค์รวมเดียวกัน เพื่อผสมผสานมันในรูปแบบ ซึ่งน้อยคนจะสามารถทำได้ สิ่งสำคัญคือการรู้สึกโคตรมั่นใจ ต้องมีความกล้าบ้าบิ่นที่จะเสี่ยง เพราะมันเหมือนการเดิมพันชะตาชีวิตไว้กับงานทุกอย่างที่เสี่ยง แม้อาจจะต้องทำแบบนั้นหลายครั้งก็ตาม

14.คิดตลอดจะต้องทำอย่างไร จึงจะค้นพบ สิ่งใหม่ๆ

เขาบอกว่าการมีกรอบสำหรับแนวคิดเป็นสิ่งที่ดี ปัญหาต่างๆ จะต้องลงถึงจุดที่เป็นแก่นความจริง และใช้เหตุผลก่อนที่จะเกิดปัญหา การลอกเลียนแบบในสิ่งที่คนอื่นๆ ซึ่งอาจมีความแตกต่างไปเล็กน้อย สมองอาจจะไม่ได้ทำงานหนักจนเกินไป แต่เมื่อคุณต้องการทำอะไรใหม่ๆ คุณจะเข้าใจจริงๆว่าจะต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้เกิดการค้นพบ ซึ่งมันคือสิ่งสำคัญที่จะต้องทำ

15.ทุกวินาทีมีค่าเสมอ

มัสก์เองก็ถือว่าเป็นหนอนหนังสือตัวยง เขาอ่านหนังสือมากพอๆ กับที่คนอื่นๆ ที่ชอบดูทีวี ในหนึ่งวันทุกคนต่างก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ซึ่งคุณไม่สามารถขอเวลาเพิ่มได้แม้จะแต่วินาทีเดียว

แม้จะรู้อย่างนั้นแต่ก็ยังมีอีกหลายคน ใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระและใช้ชีวิตให้เวลามันผ่านเลยไปวันๆ แต่ตัวเขาต้องการใช้เวลาทุกวินาทีให้เกิดประโยชน์เพื่อคิดค้นสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ

การทำงานมิใช่มุ่งผลเฉพาะมูลค่าทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแนวคิดการมองโลกที่เป็นข้อแตกต่างระหว่างนักธุรกิจธรรมดากับนักธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงโลก  ซึ่งอีลอน มัสก์ บอกว่าทุกอย่างอยู่ที่ความกล้าคิดตามความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีไฟฟ้า อย่างการผลิตรถพลังงานไฟฟ้า หรือการเดินทางไปอวกาศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาพบได้ยากใน CEO บริษัทอื่น ๆ แน่นอน… ซึ่งมัสก์เชื่อมั่นว่าตัวเขากำลังทำในสิ่งที่ดีและกำลังสร้างความแตกต่างในทางบวกให้กับโลก

ได้อ่านแนวคิดของอีลอน มัสก์ แล้วผมต้องขอคารวะในความคิดและในน้ำใจของเขาที่มิใช่ทำเพื่อตัวเองเป็นหลักแต่มุ่งไปที่มวลมนุษยชาติและเพื่อวิถีชีวิตที่ดีของเพื่อนมนุษย์ที่จะอยู่บนโลกใบนี้อย่างปลอดภัยและมีสันติสุขโดยการทำบางสิ่งบางอย่าง ณ ปัจจุบันนี้อย่างเต็มที่เต็มกำลังโดยที่ไม่มีใครมาต้านได้ เพราะเขาได้ไตร่ตรองอย่างดีแล้ว

ผมเชื่อว่าคุณสมบัติเช่นนี้เอง ที่มีอยู่ในผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดทุกคน ซึ่งเราเองก็สามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยเช่นกันครับ

Ref: www.taokaemai.com

^