เปลี่ยนการแสดงผล thA-AA+

๕ ทศวรรษกำลังคนวิชาชีพกายภาพบำบัด

๕ ทศวรรษกำลังคนวิชาชีพกายภาพบำบัด
        
  •     
    จุดกำเหนิดวิชาชีพ กายภาพบำบัด
        
วิชาชีพกายภาพบำบัดไทยเกิดขึ้นครั้งแรกด้วยการริเริ่มของศาสตราจารย์นายแพทย์เฟื่อง สัตย์สงวน ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๙๐ โดยมีการบำบัดรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช ด้วยการใช้เครื่องมือและวิธีการทางกายภาพบำบัด สืบเนื่องจากการพบว่าผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์     โรงพยาบาลศิริราช หลังผ่าตัดแล้วฟื้นตัวได้ช้าและมีปัญหาเอ็นยึดและข้อต่อติดแข็ง1 แต่การรักษายังคงเป็นเพียงกายภาพบำบัดเบื้องต้น  ไม่ได้เป็นบริการกายภาพบำบัดเต็มรูปแบบ 
         
ต่อมา พ.ศ.๒๔๙๕ โรคโปลิโอระบาด มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้นแต่ขาดเครื่องมือทางกายภาพบำบัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯโปรดเกล้าพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อซื้อเครื่องมือทางกายภาพบำบัดคือHubbard Tank สำหรับการออกกำลังกายผู้ป่วย1 ในปีต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทำพิธีเปิดอาคารวชิราลงกรณ์ธาราบำบัด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่สร้างด้วยเงินพระราชทานโดยเป็นที่ทำธาราบำบัดแห่งแรกในประเทศไทย2
   
 
   
 

 
พ.ศ.๒๔๙๘        ศาสตราจารย์นายแพทย์เฟื่อง สัตย์สงวนและคณะฯไปศึกษาดูงาน ด้าน Physical Rehabilitation ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งส่งทีมแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ช่างกายอุปกรณ์ และพยาบาล ไปอบรมที่ Institute of Medicine and Rehabilitation และกลับมาขยายงานบริการทางกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลศิริราช โดยฝึกสอนเจ้าหน้าที่พยาบาล และแพทย์ท่านอื่น 2
 

 

                              
 
 พ.ศ.๒๕๐๓   มีการสร้างอาคารคอนกรีตสามชั้นด้านหลังมีอาคารชั้นเดียวพร้อมด้วยสระว่ายน้ำสำหรับผู้ป่วยเพื่อรองรับผู้ป่วยทางกายภาพบำบัดที่เพิ่มมากขึ้น  โปรดเกล้าชื่อตึกว่า “ศรีสังวาลย์”2   (ในเวลาใกล้เคียงกันนั้น โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขคือโรงพยาบาลเลิดสิน เริ่มเปิดให้บริการกายภาพบำบัดในปี ๒๕๐๕)  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับความช่วยเหลือจาก UNICEF จัดหาเครื่องมือกายภาพบำบัดและเครื่องมือกายอุปกรณ์เสริมเทียม มอบผ่านกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 2
 

   
 
        
พ.ศ.๒๕๐๖     ได้กำเนิดโรงเรียนกายภาพบำบัดขึ้น โดยศาสตราจารย์นายแพทย์เฟื่อง สัตย์สงวนและท่านผู้หญิงหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ร่วมมือกับ Miss M. J. Neilson เลขาธิการสมาพันธ์กายภาพบำบัดโลก (WCPT) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ก่อตั้งโรงเรียนกายภาพบำบัดแห่งแรกในประเทศไทยในสังกัดของภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 2
    
        
 

 

โรงเรียนกายภาพบำบัดรับนักศึกษารุ่นที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๐๘) มีนักศึกษา ๑๗ คน และรุ่นที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๐๙) มีนักศึกษา ๗ คน โดยรับนักศึกษาที่จบชั้นปีที่ ๒  จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักศึกษานับจากรุ่นที่ ๓ เป็นต้นมาจะรับจากระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Entrance) ปีละประมาณ ๒๕ คน ต่อมาโรงเรียนกายภาพบำบัดได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยมหิดล ในปี ๒๕๔๒  จัดตั้งเป็นคณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์ ซึ่งในปี๒๕๕๒ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นคณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ปัจจุบันผลิตนักกายภาพบำบัดในระดับปริญญาตรีรวม ๔๖ รุ่น จำนวน ๑,๘๐๕ คน ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ๙๘ คน ระดับปริญญาโท ๑๘๓ คน และระดับปริญญาเอก ๑๔ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖) 1  
 
 

 
 
00000000000000000000000000000
 
 
 
 
ทศวรรษที่ ๑.   
        
  •       สร้างความเข้มแข็ง
ช่วงเวลานี้กระทรวงสาธารณสุขได้มีการริเริ่มโครงการอาสาสมัครสาธารณสุข  มีการปรับปรุงโครงสร้างบริหารงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เริ่มสร้างโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ  สร้างกองทุนทดแทนในการรักษาพยาบาล 3  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีงานกายภาพบำบัดเข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก  เพราะเป็นช่วงที่กายภาพบำบัดกำลังสร้างความเข้มแข็งให้กับวิชาชีพ  เร่งสร้างบุคลากรและกำลังอยู่ในช่วงเติบโต
บัณฑิตกายภาพบำบัดที่สำเร็จการศึกษา จำนวนที่ผลิตขึ้นมาก็ยังมีน้อย และมีจำนวนหนึ่งไม่ได้ประกอบวิชาชีพเป็นนักกายภาพบำบัด  จึงทำให้ขาดแคลนนักกายภาพบำบัดเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค ในปีพ.ศ.๒๕๑๒ WHOได้ให้ความช่วยเหลือเกิด Project Thailand ๐๐๙๓ – Medical Rehabilitation Project ระยะเวลา ๕ ปี เพื่อสร้างนักกายภาพบำบัดไปประจำในโรงพยาบาลของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขณะนั้นมีนักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลขนาด ๑๕๐ เตียงขึ้นไปในต่างจังหวัดเพียง ๑๐ จังหวัดๆละ ๑ คนเท่านั้น 2
พ.ศ. ๒๕๑๖  จัดตั้งสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยเมื่อ ๓ เมษายน ๒๕๑๖4 เพื่อให้เป็นองค์กรที่เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ด้านกายภาพบำบัด เป็นเกียรติและหลักประกันของวิชาชีพ นายกสมาคมฯคนแรกคือ นายประโยชน์ บุญสินสุข  ได้เริ่มมีการพัฒนาวิชาชีพสู่ต่างประเทศ รวมทั้งริเริ่มผลักดันให้สมาคมฯ ได้เข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์กายภาพบำบัดโลก WCPT และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหนังสือตอบรับสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก WCPT ในปี ๒๕๒๑
 

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีนายกสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยจำนวน ๑๓ ท่าน หลายท่านดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเกิน ๑ วาระ นายกสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยคนแรกคือ นายประโยชน์ บุญสินสุข   ดำรงตำแหน่งช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๗ และนายกคนปัจจุบันคือนายปรีชา อัศวโกสินชัย วาระ ๒๕๕๙-๒๕๖๓ 4
 
 พ.ศ.๒๕๑๙ การประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดมีกฎหมายรับรองเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นตามคำสั่งของคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๓๘ ประกาศเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ โดยแก้คำนิยามคำว่าโรคศิลปะและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในกฎหมายเสียใหม่ ให้มีสาขาในการประกอบโรคศิลปะเพิ่มขึ้นคือ สาขากายภาพบำบัด และสาขาเทคนิคการแพทย์และในปีพ.ศ. ๒๕๒๑ 4         ในช่วงเวลานี้มีการแยกตัวประกาศใช้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม และวิชาชีพพยาบาลและผดุงครรภ์  มีสภาประกอบวิชาชีพ  แต่กายภาพบำบัดเพิ่งมีกฎหมายรับรอง
 
     
 
สมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับสมาคมวิชาชีพของประเทศในเอเชีย ได้แก่ ประเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ก่อตั้งสหพันธ์กายภาพบำบัดแห่งเอเชีย (Asian Confederation for Physical Therapy: ACPT) ในสมัยที่นายธงสิทธิ์ ตีรณศักดิ์ เป็นนายกสมาคมฯ และประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระหว่างประเทศแห่งเอเชียครั้งแรก ในปีพ.ศ. ๒๕๒๓ และนายธงสิทธิ์ ตีรณศักดิ์ ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานกรรมการบริหารคนที่ ๓ ของคณะกรรมการบริหารของ WCPT4
0000000000000000000
ทศวรรษที่๒.   
๒๕๒๑ – ๒๕๓๐   เร่งผลิตบุคลากรรองรับการขยายงาน
จากการปรับปรุงส่วนราชการกระทรวงสาธารณสุขครั้งที่ ๒ ได้มีการพัฒนาสถานบริการสาธารณสุขส่วนภูมิภาค มีการขยายโรงพยาบาลจังหวัด  โรงพยาบาลชุมชน และ พัฒนาสถานีอนามัย   ปี๒๕๒๑ มีการริเริ่มแนวความคิดเรื่องสุขภาพดีถ้วนหน้า และมีการผลักดันงานสาธารณสุขมูลฐานและฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) อย่างต่อเนื่อง3 กายภาพบำบัดจึงต้องเพิ่มการผลิตนักกายภาพบำบัดควบคู่กันไป   เพื่อรองรับการขยายตัวของผู้ป่วยและการให้บริการที่ครอบคลุม    มหาวิทยาลัยต่างๆจึงมีการตั้งคณะกายภาพบำบัดขึ้น  เปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี  และมีการขยายตัวของแหล่งการผลิตนักกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ช่วงนี้มีสถาบันการผลิตนักกายภาพบำบัดที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเกิดขึ้นอีก ๒ แห่งคือ ภาควิชากายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ปี พ.ศ. ๒๕๒๓) และ ภาควิชากายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ปี พ.ศ. ๒๕๒๗)  ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๒๙มหาวิทยาลัยรังสิต    ก็เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งแรกของไทย ที่เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาตรีกายภาพบำบัดเพียงหลักสูตรเดียวเพิ่มมาอีก ๑ สถาบัน1 เนื่องจากภาวะขาดแคลนนักกายภาพบำบัดในสมัยนั้น มีการพัฒนาหลักสูตรมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยและให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาด้านสุขภาพของประเทศ
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนกายภาพบำบัด
 
   
พ.ศ. ๒๕๒๓       ก่อตั้งภาควิชาวิชากายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น  เปิดสอนระดับปริญญาตรี  เป็นมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคแห่งแรก มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๒๙ รุ่น จำนวน๗๗๓ คน ระดับปริญญาโท ๓๔ คน และระดับปริญญาเอก ๑ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
พ.ศ.๒๕๒๕        เกิดโครงการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดรับนักศึกษาโครงการกายภาพบำบัดชนบทเพิ่มอีกปีละ ๑๐ คนเป็นโครงการ ๕ ปี (กายภาพบำบัดรุ่นที่ ๑๙-รุ่นที่ ๒๓) เพื่อโรงพยาบาลในต่างจังหวัดจะได้มีนักกายภาพบำบัดประจำโรงพยาบาลของจังหวัดนั้นๆทันทีเมื่อนักศึกษาจบการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๒๗       ภาควิชากายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เปิดสอนระดับปริญญาตรี  มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๒๕ รุ่น จำนวน ๙๔๐ คน ระดับปริญญาโท  ๓๑ คน และระดับปริญญาเอก ๒ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
พ.ศ. ๒๕๒๙       คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดสอน เป็นสถาบันกายภาพบำบัดภาคเอกชนและเป็นสภาบันการศึกษาระดับคณะแห่งแรก มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๒๓ รุ่น จำนวน ๗๗๔ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
 

 
 
00000000000000

ทศวรรษที่ ๓
๒๕๓๑- ๒๕๔๐    สมองไหล
ช่วงเวลานี้มีการปรับปรุงส่วนราชการสาธารณสุข  มีพระราชบัญญัติประกันสังคม  จัดตั้งสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และอื่นๆ  แต่ยังไม่มีผลกระทบต่อวิชาชีพกายภาพบำบัด  กายภาพบำบัดยังคงเร่งผลิตบุคลากรต่อไปอย่างต่อเนื่อง   แต่ผลกระทบที่สำคัญก็คือ  ปัญหาสมองไหล
พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๗     เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  รพ.เอกชนขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมาก   เกิดปัญหาสมองไหล  บุคลากรทางการแพทย์ลาออกจาก รพ.รัฐเป็นจำนวนมาก  กายภาพบำบัดก็มีปัญหานี้เช่นกัน   นอกจากจะออกไปทำงานใน รพ.เอกชนแล้ว  ยังมีนักกายภาพบำบัดอีกส่วนหนึ่งเดินทางไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกากันมากขึ้น  เนื่องจากรายได้ดีและมีอิสระในการทำงาน   (ช่วงนั้นอเมริกาขาดแคลนนักกายภาพบำบัด) จากการศึกษาของสิทธิ์ เตชะกัมพุช, ๒๕๓๖ พบว่ามีนักกายภาพบำบัดไปทำงานต่อต่างประเทศถึงร้อยละ ๖    ทำให้ โรงพยาบาลของรัฐขาดแคลนนักกายภาพบำบัดมากยิ่งขึ้น   จึงมีการเร่งผลิตนักกายภาพบำบัดให้มากเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาสมองไหลเป็นปัญหาใหญ่  เพราะประชาชนต้องการการรักษาทางกายภาพบำบัดเพิ่มมากขึ้น  โรงพยาบาลต่างๆก็ต้องมีงานกายภาพบำบัดให้บริการทุกแห่ง  จำเป็นต้องอาศัยนักกายภาพบำบัดจำนวนมากขึ้น   แต่สมองไหลทำให้บุคลากรลดน้อยลง   จึงต้องเร่งผลิตนักกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้น  แหล่งผลิตต่างๆก็เห็นความจำเป็นนี้  เปิดหลักสูตรกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนเช่นกัน
 
ช่วงนี้มีสถาบันการผลิตของเอกชนเพิ่มขึ้นอีก ๑ แห่งคือคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  และสถาบันของรัฐเพิ่มขี้นอีก ๓ คือสาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งเกิดภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี ๒๕๔๐  ทำให้การจ้างงานในโรงพยาบาลเอกชนลดลง  กรอบอัตรากำลังของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และภาครัฐอื่น เต็ม หรือเกือบเต็ม  ทำให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาต้องไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่ไม่มีทั้งโครงสร้างและกรอบอัตรากำลัง และหลายคนไม่เคยฝึกปฏิบัติงานมาก่อน เช่น โรงพยาบาลชุมชน และโรงเรียน/ศูนย์การศึกษาพิเศษ 5 (น้อมจิตต์ นวลเนตร์, ๒๕๔๒)  
 

 
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนกายภาพบำบัด
 

พ.ศ. ๒๕๓๕       คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดสอนระดับปริญญาตรี    มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๑๕ รุ่น จำนวน ๘๓๘ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
พ.ศ. ๒๕๓๖       ก่อตั้งสาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดสอนระดับปริญญาตรี    มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๑๖ รุ่น จำนวน ๖๔๐ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
พ.ศ. ๒๕๓๗      ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอนระดับปริญญาตรี   มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๑๕ รุ่น จำนวน ๖๐๖ คน ระดับปริญญาโท ๑๒ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
พ.ศ. ๒๕๓๙       ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดสอนระดับปริญญาตรี  มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๑๑ รุ่น จำนวน ๔๓๓ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
พ.ศ. ๒๕๔๐       จัดทำแผนกำลังคนกายภาพบำบัด โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ทำแผนกำลังคนในสองทศวรรษหน้า
 
0000000000000000000000
 

ทศวรรษที่ ๔.
๒๕๔๑ – ๒๕๕๐   เชิงรุกสู่ชุมชนตามนโยบายรัฐ
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนอีกครั้ง  หลังการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ มีการปฏิรูประบบราชการ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปัญหาสุขภาพและความต้องการบริการสุขภาพที่มีความสลับซับซ้อนขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปด้านสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้จำกัดขอบเขตเพียงที่กระทรวงสาธารณสุข แต่ต้องมีการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มีนโยบาย “สร้างนำซ่อม”   ทำให้เน้นที่การสร้างสุขภาพมากขึ้น   มีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  มีพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ   และมีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 3
 ด้วยนโยบายและทิศทางการสร้างสุขภาพเช่นนี้  วิชาชีพกายภาพบำบัดก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ อีกทั้งรัฐบาลได้ประกาศนโยบายลดกำลังคนภาครัฐ เพื่อใช้คนให้น้อยลง แต่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยการมีระบบที่มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น หลากหลาย อย่างเหมาะสมตามลักษณะเฉพาะขององค์กร รวมทั้งการให้องค์กรมีอิสระในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้เองภายใต้กรอบตำแหน่งและเงินงบประมาณที่กำหนด และเน้นให้มีการพัฒนาบุคลากร ให้เป็นผู้ปฏิบัติงานที่ทรงความรู้ จะได้ใช้ทรัพยากรบุคคลให้คุ้มค่า เต็มศักยภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้สอดคล้องตามหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ทิศทางขององค์กร และทิศทางในการพัฒนาประเทศ อันจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐและประโยชน์สุขของประชาชนต่อไป  วิชาชีพกายภาพบำบัดจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ การทำงานภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้ทุกฝ่ายหันมาทำงานร่วมกันเป็นทีมมากขึ้น มีการทบทวนกระบวนการการทำงาน ทบทวนบทบาทที่ซ้ำซ้อนกัน และเน้นการทำงานไปที่งานพัฒนาคุณภาพซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่ทำได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องของบประมาณเพิ่มหรือเพิ่มเพียงเล็กน้อย ช่วงนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาคุณภาพบริการ เพื่อการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลจากบุคคลภายนอก (Hospital Accreditation)


 

              
  
                
                            
                  
ยุคUC พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย  มีการกระจายงานลงไปในชุมชนมากขึ้น   เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากและมาแออัดในโรงพยาบาล วิชาชีพกายภาพบำบัดตอบสนองนโยบายโดยการเพิ่มการทำงานเชิงรุกในชุมชนแทนการตั้งรับอยู่ในโรงพยาบาลแบบเดิมอย่างเดียว โดยนักกายภาพบำบัดทั่วประเทศร่วมมือกันวางแผนดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการขยายงานเพิ่มขึ้น  โดยนักกายภาพบำบัดเท่าเดิม  ทั้งนี้เป็นเพราะข้อจำกัดด้านกรอบอัตรากำลังที่ไม่เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติงานได้อย่างที่ตั้งใจ ช่วงนี้สถาบันการผลิต ๑๐ แห่งสามารถผลิตนักกายภาพบำบัดได้อย่างน้อยปีละ ๖๐๐ คน  แต่พบว่ามีบัณฑิตกายภาพบำบัดประกอบวิชาชีพเป็นนักกายภาพบำบัดเพียง ๕๕% เนื่องจากระบบค่าตอบแทนและแรงจูงใจไม่สอดคล้องกับสภาพเป็นจริง และในปี ๒๕๔๘ ในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีนักกายภาพบำบัดทำงานในโรงพยาบาลระดับต่างๆทั่วประเทศ ๘๑๒ แห่งดังนี้ เป็นข้าราชการ ๓๒๐ คนลูกจ้างชั่วคราว ๒๗๑ คน
ในปีพ.ศ. ๒๕๔๗        เกิดสภากายภาพบำบัด ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในวิชาชีพกายภาพบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนามาตรฐานบริการกายภาพบำบัดในหน่วยบริการของสถานพยาบาลทั่วประเทศ มีการเตรียมความพร้อมสู่การรับรองคุณภาพมาตรฐานการบริการจากสภากายภาพบำบัดเพื่อให้สามารถบริการทางกายภาพบำบัดให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
 
 
 
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนกายภาพบำบัด

 
พ.ศ. ๒๕๔๓       ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดสอนระดับปริญญาตรี  มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๙ รุ่น จำนวน ๔๓๖ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
พ.ศ. ๒๕๔๖       สาขาวิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน เปิดสอนระดับปริญญาตรี    มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๖ รุ่น จำนวน ๑๔๕ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
พ.ศ. ๒๕๔๘       สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดสอนสาขาวิชากายภาพบำบัด ระดับปริญญาตรี มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๕ รุ่น จำนวน ๒๔๖ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)  ในปีต่อมาสาขาวิชากายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  เปิดสอนระดับปริญญาตรี  มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ๔ รุ่น จำนวน ๙๓ คน (ข้อมูลเมษายน ๒๕๕๖)1
 
0000000000000000000000
 

 
ทศวรรษที่๕.
๒๕๕๐-ปัจจุบัน    สร้างมาตรฐานวิชาชีพ ขยายงานชุมชนทั่วประเทศ
เริ่มทศวรรษนี้มีหลายเหตุการณ์ที่สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนของวิชาชีพ ส่งผลกระทบให้วิชาชีพต้องมีการปรับตัวอย่างมากทั้งเรื่องที่สภากายภาพบำบัดประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๗ ง. วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๔ หน้า๘๒ เรื่อง มาตรฐานบริการกายภาพบำบัด พ.ศ.๒๕๕๒  ทำให้หน่วยบริการกายภาพบำบัดทั่วประเทศต้องตื่นตัวเตรียมความพร้อมเพื่อรับการตรวจประเมินจากสภากายภาพบำบัด  โดยโรงพยาบาลทุกแห่งมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบบริการกายภาพบำบัด เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลทุกระดับด้วยมาตรฐานบริการเดียวกัน ในขณะเดียวกันสภากายภาพบำบัดก็มีการจัดเตรียมความพร้อมการตรวจประเมินหน่วยบริการเพื่อรับรองคุณภาพบริการกายภาพบำบัดทั่วประเทศ มีการดำเนินการ ๒ เรื่องคือจัดทำเกณฑ์การตรวจประเมินมาตรฐานบริการกายภาพบำบัดและจัดอบรมผู้ตรวจประเมิน ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผลลัพธ์สภากายภาพบำบัดสามารถรับรองคุณภาพบริการสำเร็จครั้งแรกเมื่อ ๖ สิงหาคม๒๕๕๖ โดยรับรองโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศ
ประกอบกับช่วง พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๕๖       สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ความสนใจกับผู้ป่วยในระดับชุมชนมาก  และเห็นว่ากายภาพบำบัดสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ในช่วงเวลานี้จึงเกิด โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนากำลังคนกายภาพบำบัดระบบปฐมภูมิ โดยความร่วมมือ กับสภากายภาพบำบัดและสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย สนับสนุนให้มีการจ้างงานนักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลชุมชนต่างๆทั่วประเทศระยะเวลาดำเนินโครงการ ๓ ปี เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนนักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลชุมชน  มีการสำรวจเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ โรงพยาบาลชุมชนที่มีนักกายภาพบำบัดมีจำนวน ๕๕๑ แห่งจากโรงพยาบาลชุมชนทั้งประเทศ ๗๒๓ แห่ง หรือคิดเป็น ๗๖% โดยมีนักกายภาพบำบัดชุมชนเข้าสู่ระบบปฐมภูมิเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ จำนวนประมาณ ๒๗๐ คน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับโครงการปี ๒๕๕๓-๒๕๕๕ ที่ ๓๐๐ คน  และคาดว่าในปี ๒๕๕๕ จะสามารถสร้างแรงจูงใจในการเข้าทำงานในระดับปฐมภูมิเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ ๑๐๐ คน
 
 
   
 
   
         
                                             
 
             
 
 
 
นอกจากนี้สภากายภาพบำบัดได้เสนอแผนการลงทุนด้านสุขภาพ6     ดำเนินโครงการผลิตและพัฒนานักกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยในข้อเสนอแผนการลงทุนด้านสุขภาพ  พ.ศ. ๒๕๕๓-๒๕๕๖  นั้น ภายใต้แผนงานที่ ๒: การผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เสนอโดย สภากายภาพบำบัดรวมงบประมาณโครงการ ๔ ปี เท่ากับ ๘๐,๙๒๐,๖๔๐ บาท โดยความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ๑๐ แห่ง  ผลิตนักกายภาพบำบัดเพิ่มโดยใช้ทรัพยากรด้านอาคารสถานที่ บุคลากรผู้สอนประจำ ครุภัณฑ์การเรียนการสอนที่มีอยู่ในปีการศึกษา ๒๕๕๒ พบว่าสามารถผลิตนักกายภาพบำบัดได้เพิ่มขึ้นในปีการศึกษา ๒๕๕๓-๒๕๕๖ อีก ๑๐๐ คนต่อปี หรือรวม ๔๐๐ คนตลอดโครงการและในสถานการณ์ปัจจุบันสถาบันการผลิตนักกายภาพบำบัดมีทั้งหมด ๑๖ แห่ง โดยคาดว่าจะมีนักกายภาพบำบัดใหม่เข้าสู่ระบบได้ปีละประมาณ ๘๐๐ คน

 
แต่เนื่องจากการสูญเสียนักกายภาพบำบัดมีอัตราค่อนข้างสูง  จากเหตุผลที่เกี่ยวเนื่องกับความก้าวหน้าและมั่นคงในงาน และขาดระบบสร้างแรงจูงใจในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด การเปลี่ยนอาชีพ การไปทำงานในต่างประเทศที่มีค่าตอบแทนสูงกว่ามาก และการเกษียณอายุ  โดยเฉพาะนักกายภาพบำบัดที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนในระดับปฐมภูมิซึ่งมีความมั่นคงในวิชาชีพต่ำเนื่องจากการขาดอัตราบรรจุเป็นข้าราชการ ทำให้นักกายภาพบำบัดส่วนใหญ่เกือบร้อยละ ๕๐ ที่ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนมีสถานภาพเป็นลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการและพนักงานกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนั้นการขาดระบบการเสริมสร้างศักยภาพ และเตรียมความพร้อมให้กับนักกายภาพบำบัดที่ไปปฏิบัติงานในชุมชน ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพยังเป็นปัญหาสำคัญในการสร้างแรงจูงใจเพื่อรักษานักกายภาพบำบัดให้อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างยั่งยืน  จึงทำให้จำนวนนักกายภาพบำบัดที่ผลิตในปัจจุบันจะยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศในระยะ ๑๐ ปีข้างหน้า  ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชน ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายลดลง มีลักษณะการทำงานในรูปแบบท่าทางซ้ำๆ ส่งผลทำให้เกิดภาวะปวดเรื้อรังมากขึ้น ประกอบกับโครงสร้างของประชากรไทยซึ่งก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ  สถิติการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ปริมาณผู้มารับบริการกายภาพบำบัดมากขึ้น และยังต้องมีบริการเชิงรุกในชุมชน    เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ด้วย
 
 
     
 
 
 
 
ในขณะเดียวกันทางฝั่งสถาบันการผลิตบัณฑิตกายภาพบำบัดทั้ง๑๖ สถาบันก็ต้องเข้าสู่กระบวนการขอรับการประเมินการรับรองสถาบันการศึกษาระดับปริญญาวิชาชีพกายภาพบำบัด และขอรับการประเมินเพื่อรับรองปริญญาในวิชาชีพกายภาพบำบัด ภายในปี ๒๕๕๙ ตามเกณฑ์มาตรฐานที่สภากำหนดเพื่อเป็นหลักประกันว่าสถาบันการศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตที่ได้มาตรฐานออกสู่สังคม ดังนั้นการกำหนดนโยบายระดับชาติในการสนับสนุนการผลิตนักกายภาพบำบัดเพิ่มควบคู่กับการรักษาคนไว้ในระบบจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในการดูแลผู้ป่วยในชุมชนและผู้ป่วยกลุ่มโรคสำคัญตาม service plan     อย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลสำเร็จตามนโยบายที่วางไว้
 
พ.ศ.๒๕๕๕-๒๕๕๘    คณะทำงานพัฒนาวิชาชีพกายภาพบำบัดได้จัดทำแผนพัฒนาระบบบริการกายภาพบำบัด กระทรวงสาธารณสุข8 เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาระบบบริการทางกายภาพบำบัด ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ปี ๒๕๕๕-๒๕๖๐ ของกระทรวงสาธารณสุข โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาไปในทิศทางพัฒนาระบบบริการกายภาพบำบัดในระดับปฐมภูมิ ทั้งในชุมชนและในเขตเมือง และทิศทางพัฒนาศักยภาพนักกายภาพบำบัดเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา เพื่อสนับสนุนการบริการในศูนย์เชี่ยวชาญระดับสูง ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และมีการผลักดันให้มีการดำเนินการตามแผนผ่านทางสภากายภาพบำบัด สภาสถาบันการศึกษากายภาพบำบัดและเครือข่ายกายภาพบำบัดทั่วประเทศ
ปัญหาอุปสรรคยังคงเป็นเรื่องอัตรากำลังขาดแคลน เนื่องจากการทำงานเชิงรุกสู่ชุมชนเป็นการขยายงานให้บริการทางกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้นมากขึ้น        ขณะที่คนเพิ่มไม่สัมพันธ์กับงานที่เพิ่ม   ทำให้การบริการบางส่วนลดประสิทธิภาพลง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลต่อเนื่องในกลุ่มโรคสำคัญตาม service plan ดังนั้นในช่วงปีพ.ศ.๒๕๕๕-๒๕๕๘ สมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยจึงได้เสนอโครงการ7     โครงการพัฒนาระบบบริการกายภาพบำบัดในระบบปฐมภูมิ โดยมีเป้าหมายเพิ่มกำลังคนทางกายภาพบำบัด และธำรงรักษากำลังคนที่ปฏิบัติงานในระบบปฐมภูมิไว้ และพัฒนารูปแบบบริการกายภาพบำบัดในชุมชนแบบองค์รวม โดยความร่วมมือของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับสภากายภาพบำบัด เป้าหมายคือนักกายภาพบำบัดที่สนใจสมัครทำงานในระบบปฐมภูมิ จำนวน ๑๐๐ คนต่อปี รวม ๔๐๐ คนตลอดโครงการ
มีการกำหนดให้นักกายภาพบำบัดที่เดิมทำงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศจำนวน ๒๐๐ คนต่อปี เข้าร่วมโครงการพัฒนาวิชาการ    บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องในชุมชนจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คนต่อปี และไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ คน ในช่วง ๔ ปี เข้ารับการอบรมความรู้พื้นฐานด้านกายภาพบำบัดเพื่อการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีการจัดกิจกรรมให้มีการพบปะกันระหว่างโรงพยาบาลชุมชนที่ต้องการนักกายภาพบำบัดเพิ่มกับนักกายภาพบำบัดสนใจส
^