เปลี่ยนการแสดงผล thA-AA+

คน 10 ประเภทที่ไม่คุ้มค่าในการจ้าง โดย แจ็ค หม่า

คน 10 ประเภทที่ไม่คุ้มค่าในการจ้าง โดย แจ็ค หม่า
ON THIS EPISODE  ref: http://themomentum.co
        
  • สูตรของความสำเร็จแบบแจ็ก หม่า
  •     
  • ปัญหาคือโอกาส
  •     
  • คน 10 ประเภทที่ไม่คุ้มค่าในการจ้าง
สูตรของความสำเร็จแบบแจ็ก หม่า

ช่วงสี่ถึงห้าปีมานี้นักธุรกิจชาวเอเชียคนหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Alibaba ไม่ว่าจะมองจากขนาดของธุรกิจหรือฐานะส่วนตัวก็ล้วนยิ่งใหญ่ จึงทำให้กลายเป็นผู้ที่ถูกจับตามอง ล่าสุดในเว็บไซต์ของนิตยสาร Forbes ได้จัดให้ แจ็ก หม่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 33 ของโลก และเป็นอันดับสองของจีน มีมูลค่าทรัพย์สินประมาณแปดแสนล้านบาท

แจ็ก หม่า ไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เลยไปเรียนวิทยาลัยครู โดยสนใจในภาษาอังกฤษ และมีวิธีศึกษาภาษาอังกฤษด้วยการปั่นจักรยานไปโรงแรมที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ แล้วก็เป็นไกด์ฟรีให้เพื่อฝึกภาษา ดังนั้น แจ็ก หม่า จึงเป็นคนที่ภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้าโด่งดังระดับสากลได้เมื่อเทียบกับนักธุรกิจชาวจีนอื่นๆ และนอกจากจะพูดภาษาอังกฤษได้ เค้ายังเป็นนักสื่อสารที่ดีคนหนึ่ง ด้วยภาษาที่สื่อสารและการโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติและมีความคมคาย ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากปรัชญาจีนที่ถูกยกขึ้นมาใช้อยู่เสมอ ซึ่งก็โดดเด่นจนถึงขั้นมีการเปิดหลักสูตรการพูดแบบ แจ็ก หม่า เลยทีเดียว

ปัญหาคือโอกาส


คนรุ่นใหม่ชอบบ่นอยู่เสมอว่าทุกอย่างบนโลกมันถูกทำไปหมดแล้ว แล้วเค้าจะทำอะไรดี แจ็ก หม่า บอกว่าเค้าก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกันเวลาเห็นผลงาน บิล เกตส์ หรือ สตีฟ จ็อบส์ แต่สิ่งที่เค้าสังเกตเห็นคือนักธุรกิจพวกนี้เค้าไม่บ่นและลงมือทำ จึงค้นพบว่าที่ใดมีเสียงบ่น ที่นั่นคือโอกาสทางธุรกิจ เพราะเมื่อคุณแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เมื่อไหร่ โอกาสทางธุรกิจเกิดขึ้นได้ทันที Alibaba ก็เกิดขึ้นจากวิธีคิดนี้เหมือนกัน เมื่อนักธุรกิจชาวจีนอยากไปค้าขายในต่างประเทศ แต่มีปัญหาทางด้านเงินทุน และพื้นที่ในการขาย เว็บไซต์นี้จึงสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถออกไปค้าขายได้ทั่วโลก

“ปัญหาคือบิดาของนักประดิษฐ์” - หนุ่มเมืองจันท์
คน 10 ประเภทที่ไม่คุ้มค่าในการจ้าง

1. คนที่คิดแต่อยากจะหยุดสัปดาห์ละสองวัน

เวลาเราทำงานแล้วนึกถึงจุดมุ่งหมายของชิ้นงานว่าจะดีหรือจะสำเร็จรึเปล่า ความคิดเหล่านี้มันจะทำให้เกิดพลัง แต่ถ้าคุณคิดถึงแต่วันหยุด เหมือนนักฟุตบอลที่ลงสนามแล้วคิดแค่ว่าเมื่อไรจะหมดเวลา พลังในการเตะฟุตบอลก็คงไม่ดี

2. คนที่คิดแต่จะเข้างาน 9 โมงเช้าและเลิกงาน 5 โมงเย็น
12.05

อนันต์ อัศวโภคิน แห่งแลนด์แอนด์เฮาส์เคยพูดไว้ว่าถ้าเรื่องไหนที่คุณรู้สึกว่ามันเป็นธรรม ความรู้สึกของอีกฝ่ายจะคิดว่าคุณกำลังเอาเปรียบเค้าอยู่เสมอ มาตรฐานของคนสองคนไม่เคยเท่ากัน หากเราคิดว่าจ้างเรามาแค่นี้เราก็ทำงานตามเวลาแค่นี้พอ แต่ผู้ว่าจ้างทุกคนไม่มีใครคิดแบบนี้แน่
“นายจ้างทุกคนก็หวังที่จะได้เห็นพนักงานทำงานกันเกินร้อย” - วงศ์ทนง

3. คนที่คิดจะใช้ชีวิตอยู่กับแค่เงินเดือนปัจจุบัน

เป็นความคิดที่ไม่ได้อยากให้คนพึงพอใจกับเงินเดือนประจำที่ได้รับอยู่แค่ในตอนนี้ อยากให้มีความกระหายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อเพิ่มเงินเดือนให้มากขึ้นเรื่อยๆ

4. คนที่จิตใจไม่มีความมุ่งหมาย


ถ้าคนที่ไม่มีความมุ่งมั่นก็จะไม่มีพลังในการผลักดันในการทำงาน ซึ่งธุรกิจ Alibaba ของ แจ็ก หม่า นั้นมันมาจากแรงผลักตรงนี้เยอะมาก ถ้าคนที่อยู่ในองค์กรปราศจากแรงผลัก องค์กรนี้ก็จะไปได้ไม่ไกลอย่างที่เค้าต้องการ

“ต้องฝันให้ไกล แล้วก็ต้องพยายามไปให้ถึง” - วงศ์ทนง

5. คนที่ไม่มีความคิดก้าวหน้าไปตามกาลเวลา


โลกทุกวันนี้คือการปรับตัว การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด มีบทเรียนใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตลอดเวลาจนมีคนบอกว่าคอมพิวเตอร์ที่เราเรียนกันในมาหวิทยาลัยวันนี้ พอเรียนจบปีสี่ปุ๊บ ของที่เรียนมาสามปีแรกก็ใช้ไม่ได้แล้วเพราะมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก หลังจากนั้นเราต้องเรียนรู้ในสิ่งใหม่ต่อไป ซึ่งผู้บริหารที่เก่งๆ หลายคนก็เป็นคนที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ

6. คนที่ทำงานเฉื่อยชา


เป็นข้อที่พูดแบบตรงไปตรงมา แต่คนทำงานทุกคนนั้นจะให้แอ็กทีฟตลอดเวลาก็คงจะเป็นเรื่องยาก เราอาจจะต้องหาจุดมุ่งหมาย หรือเล่นเกมกับตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้ผลงานของตัวเองนั้นดีขึ้นในทุกๆ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือความเรียบร้อย ซึ่งการทำสิ่งเหล่านี้มันสามารถช่วยสร้างบรรยากาศในออฟฟิศให้แอ็กทีฟไปกับเราได้อีกด้วย

7. คนที่มีความประพฤติไม่เที่ยงตรง


เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแทบทุกบริษัทนั้นเรื่องการเงินและเรื่องทุจริตเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คนที่ยิ่งเก่งยิ่งน่ากลัว เรื่องนี้จึงสำคัญ บางแห่งจะมีการทดสอบบางอย่างก่อนการทำงานที่คุณไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าคุณทำให้บริษัทไว้ใจคุณได้เมื่อไหร่ บริษัทจะให้ใจกับคุณเต็มร้อยแน่นอน แต่ถ้ามีเหตุทุจริตเกิดขึ้นเมื่อไหร่นอกจากองค์กรจะนำไปเล่าต่อให้กับที่อื่นเพื่อป้องกันเหตุที่จะเกิดซ้ำแล้ว โลกโซเชียลในทุกวันนี้อาจจะทำให้เลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม

8. คนที่ไม่กล้ารับผิดชอบ


คนที่ไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวที่จะต้องรับผิดชอบ ถ้าองค์กรเต็มไปด้วยคนแบบนี้ก็ไม่สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ถ้ามัวแต่เกี่ยวกันไปมาก็จะทำให้เสียเวลา ซึ่งถือเป็นหนึ่งสิ่งที่มีค่ามากในทางธุรกิจธุรกิจเช่นกัน

9. คนที่มักคิดว่าตัวเองมีค่าสูงเกินไป


ถ้าคุณเป็นคนเก่งจริง ความมั่นใจถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าคุณพูดว่าตัวเองมีของอยู่มากกว่าสิ่งที่ตัวเองมีจริงๆ เพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น คุณก็จะกลายเป็นตัวถ่วงของบริษัทเพราะสิ่งที่บริษัทได้รับนั้นน้อยกว่าที่ประเมินเอาไว้

10. คนที่มักตำหนิว่าบริษัทไม่ดีพอ


หลายคนบ่นบริษัทหรือเจ้านายลงโซเชียลโดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เล่าออกมานั้นมันก็สามารถสะท้อนภาพของตัวเองได้เหมือนกัน หลายคนที่ออกมาบ่นบ่อยๆ ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าแล้วทำไมถึงยังทำงานที่นี่อยู่ แสดงว่าไม่มีที่ไปรึเปล่า หรือความจริงแล้วที่นี่ก็มีข้อดี แล้วทำไมไม่พูดออกมา และอีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่ควรจ้างคนกลุ่มนี้เข้าทำงานคือดูเป็นคนที่ไม่ค่อยฉลาดนัก เพราะพื้นที่ตรงนี้คนอื่นๆ สามารถเข้าไปดูได้เสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าฉลาดจริงก็ไม่น่าจะมาบ่นลงในพื้นที่สาธารณะแบบนี้
ความคิดเห็น
^