การคิดบวก (Positive Thinking) โดย นพ.เจษฎา

การคิดบวก (Positive Thinking) โดย นพ.เจษฎา
บทที่ 1
"ยิ้มไว้เสมอ"

>>การยิ้มให้ตัวเองที่หน้ากระจก นอกจากทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วแล้ว การยิ้มยังทำให้ความเครียดลดลงได้อีกด้วย จำไว้อีกนิดว่ากล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้มมีไม่มากเท่ากล้ามเนื้อที่ใช้ในการทำหน้าบึ้ง

บทที่ 2
"ทบทวนสิ่งดีๆในชีวิต"

>> เปิดอ่านบันทึกของวันดีๆ เปิดดูภาพถ่าย/คลิปวิดีโอสั้นๆของช่วงเวลาที่เราประทับใจ ช่วงเวลาของความสำเร็จหรือความภาคภูมิใจในวันเก่าๆ ทั้งหมดสามารถทำให้ความคิดร้ายๆค่อยๆจางไปได้ ทำให้ความคิดด้านดีๆทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อม ค่อยๆกลับมา

 บทที่ 3
"ให้รางวัลตนเองบ้าง" (แม้จะแค่เป็นเรื่องเล็กๆ)

>>คำชม ของขวัญ ดอกไม้ โอกาสพิเศษที่จะได้ทำกิจกรรมใหม่ ฯลฯ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ตัวเราสมควรมอบให้กับตัวเราบ้าง ความคิดบวกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังไม่สามารถรู้สึกดีกับตัวเราเองได้

บทที่ 4 ver 2.0
"เลิกเป็นคนขี้บ่น" 

>> การบ่น เป็นการย้ำถึงความคิดด้านลบและแสดงมันออกมาเป็นคำพูด นอกจากทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีแล้ว ตัวเราเองเมื่อบ่นจนติดเป็นนิสัยแล้ว ความคิดด้านลบก็จะเกาะกินตัวตนของเราเองด้วย หลายคนใช้การบ่นเพื่อต้องการให้สิ่งรอบกายเป็นไปตามที่คาดหวัง 

**อย่าลืมว่ามีอีกหลายวิธีที่จะทำให้คนรอบข้างหรือสิ่งรอบกายเป็นไปตามที่เราคาดหวังครับ เช่น การชมเชยก่อนแล้วค่อยให้คำแนะนำ การให้รางวัลเมื่อสามารถทำตามกติกาที่กำหนดได้ การใช้การลงโทษโดยการตัดในสิ่งที่สมควรได้รับ (เช่น ตัดเบี้ยเลี้ยง ตัดเวลาที่เราสนใจเขา หรือแม้แต่ตัดความสัมพันธ์) หรือหากทำทุกวิธีแล้วยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอยู่ การพามาพบจิตแพทย ก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งครับ


บทที่ 5
"ชื่นชมสิ่งรอบตัว"

>> การรู้จักพูดชื่นชม การรู้จักพูดขอบคุณสิ่งต่างๆรอบตัว สามารถทำให้จิตใจของเราเป็นบวกได้มากขึ้น ควรหาโอกาสชื่นชมผู้อื่น (ตามความเป็นจริงและกาลเทศะ) ทุกครั้งที่มีโอกาส การชื่นชมไม่ใช่แค่ทำให้ผู้อื่นเป็นสุข แต่สามารถทำให้เราเห็นความสำคัญของตัวเราเองได้ด้วย

บทที่ 6
"อยู่ใกล้ๆคนที่คิดบวก"

>> การได้พูดคุยกับคนที่มีความคิดเป็นบวก จะช่วยให้ตัวเราเองค่อยซึมซับวิธีการคิดด้านบวกไปด้วย หากเราได้พบคนที่มีความคิดดีๆอย่าลืมที่จะผูกมิตรกับคนเหล่านั้น

บทที่ 7
"อยู่ห่างๆคนที่ชอบคิดลบ"

>>ความคิดด้านลบเป็นสิ่งที่แพร่กระจายสู่กันได้ เมื่อเราอยู่ใกล้คนที่คิดลบ ตัวเราเองก็จะค่อยๆซึมซับเอาความคิดที่ไม่ดีเหล่านั้นด้วยทีละนิดๆ

 บทที่ 8
"อ่านธรรมะ คำคม ข้อคิด"

>> ข้อคิดดีๆ สามารถเป็นตัวจุดประกายความคิดด้านบวกให้เราได้ การเขียนบันทึกคำคมที่เราอ่านแล้วประทับใจ หรือแปะมันวันในที่ๆอ่านได้ง่ายๆ มันจะเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเมื่อเวลาที่เรามีความคิดที่ไม่ดีได้

บทที่ 9
"คิดถึงคนที่ลำบากมากกว่าเรา"

>> มีชีวิตของคนอีกหลายคนที่ทุกข์ยากมากกว่าเรา แต่พวกเขาก็ยังฝ่าฟันและสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆจนสามารถประสบความสำเร็จได้ การได้อ่านตัวอย่างชีวิตของบุคคลเหล่านี้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจและกลายเป็นความคิดด้านบวกได้

 บทที่ 10
"ช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นสุข"

>> การช่วยเหลือคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆไปจนถึงการช่วยชีวิต นอกจากได้ทำบุญแล้ว ยังสามารถสร้างความรู้สึกและความคิดในด้านบวกต่อตัวเราเองได้ การให้อภัยก็รวมอยู่ในการช่วยเหลือผู้อื่นด้วย

บทที่ 10.1
"อวยพรให้ผู้อื่น"

>> การอวยพร ไม่ว่าจะในโอกาสใดๆ สามารถสร้างความคิดในด้านบวกให้กับเราได้ เพราะก่อนที่เราจะอวยพรให้กับใครได้ เราจะต้องรวบรวมความคิด คำพูด และความรู้สึกดีๆที่อยากจะมอบให้กับผู้อื่น แถมความรู้สึกดีๆจากการที่เราได้ทำอะไรให้กับผู้อื่นก็ทำให้เราคิดบวกกับตัวเราเองได้ด้วย (ขอให้อวยพรออกมาจากใจก็พอ)

ปล.สุขสันต์วันปีใหม่ ๒๕๖0
ขอให้ทุกท่านสุขกายสบายใจ
ไม่เครียด ไม่เหงา ไม่เศร้า ครับผม 

บทที่ 11
"หยุดความคิดลบ" โดยหันเหไปหากิจกรรมต่างๆ

>> ฝึกรู้เท่าทันความคิดของตัวเราเอง เมื่อมีความคิดที่เป็นลบ ให้เราเตือนตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นให้หันเหความคิดไปสู่สิ่งอื่น หรือ ให้ถามตัวเองว่าความคิดลบนั้นๆ เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน มีอะไรที่สามารถมาคัดค้านความคิดลบนั้นได้บ้าง แล้วเราจะเลือกที่จะเชื่อในความคิดลบนั้นอยู่หรือไม่ ถ้ายังเลือกที่จะเชื่อความคิดลบนั้นเราจะต้องแลกกบอะไรบ้าง และถ้าเลือกที่จะหยุดความคิดลบนั้นชีวิตเราจะมีอะไรดีขึ้นบ้าง

บทที่ 11.1
ลดคำถามที่ขึ้นต้นว่า “ทำไม”

>>การถาม "ทำไม" มีอยู่สองแบบ
แบบแรก "ทำไม"เพื่อคนหาความจริง เพื่อจะได้ค้นหาเหตุของความขัดแย้งและแก้ไข เพื่อแก้โจทย์วิทยาศาสตร์และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อProductivity ทำให้อะไรๆดีขึ้น 

แบบที่สอง "ทำไม" ที่สงสัยไปคิดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ได้คำตอบแล้วก็ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น รังแต่จะทำให้ฟุ้งซ่านและเศร้าซึมไปเปล่าๆ เช่น ทำไมคนนั้นไม่ทำแบบนั้นให้ฉัน ทำไมชะตาฉันถึงได้ต้องแย่แบบนี้ ทำไมโชคถึงไม่เข้าข้างฉันเลยเป็นต้น 

**การลดคำถามว่า"ทำไม" ในที่นี้ จึงหมายถึงความหมายอย่างหลังครับผม เรื่องบางเรื่อง ยิ่งถามก็ยิ่งไม่มีคำตอบ ยิ่งฟุ้งซ่านก็ยิ่งวกวน ทางที่ดี คือ ให้ลองหยุดตั้งคำถามเหล่านี้ แล้วลองถามกับตัวเองด้วยคำถามแนวใหม่ว่า "แล้วทำไมสิ่งต่างๆจะต้องเป็นแบบที่เราต้องการด้วย" ก็อาจทำให้เราเข้าใจความต้องการของตัวเอง เกิดความผ่อนคลาย และสามารถมองชีวิตในมุมบวกได้มากยิ่งขึ้น

บทที่ 11.2
"ใช้ร่างกายดึงจิตใจ"

>>ถ้าจิตใจของเรามีอิทธิพลต่อร่างกายได้ การกระทำต่างๆของร่างกายก็มีผล(ย้อนกลับ)ต่อจิตใจเช่นเดียวกัน หากเราพยายามทำท่าทางที่แสดงออกถึงกำลังใจ/ชัยชนะหรือท่าทางของความสุข ก็จะสามารถช่วยให้เกิดความรู้สึกในด้านบวกได้

ท่าทางที่เป็นบวก เช่น...
* ยกมือทั้งสองข้างสูงขึ้นเหนือศีรษะขึ้นลงหลายๆครั้ง 
* กระตุ้นให้ตัวเองไม่อยู่นิ่ง พยายามยกมือไปมา กำหมัดแน่นๆ 
* พยายามนั่งตัวตรง ไม่ห่อไหล่ 
* "การยิ้ม" ให้ตัวเองในกระจกแม้ในยามที่มีความเครียด 

บทที่ 11.3
“ใช้คำถามต้านความคิดลบ”
.
หนึ่งในการจัดการความคิดลบที่ได้ผลที่สุด นั่นคือ การไม่เชื่อความคิดลบนั้น (เหมือนจะง่าย แต่ยากนะ) โดยเริ่มจากการจับความรู้สึกในด้านลบที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อน จากนั้นสาวให้ลึกลงไปถึงความคิดที่เป็นที่มาของอารมณ์ แล้วใช้ "ชุดคำถามต้านความคิดลบ" ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนสติ และทำให้เรามีมุมมองที่เป็นบวกและยืดหยุ่นต่อปัญหาได้มากขึ้น 
.
.
"คำถามต้านความคิดลบ"
>> ประกอบไปด้วยชุดของคำถามสั้นๆ ประมาณ 5-8 ข้อต่อไปนี้....
* ความคิดลบนี้ เป็นความคิดที่ถูกหรือไม่? 
* ความคิดลบนี้ มีอะไรมาสนับสนุนว่ามันเป็นจริง? 
* ความคิดลบนี้ มีอะไรมาขัดแย้งว่ามันอาจจะไม่จริง? 
* ความคิดลบนี้ มีประโยชน์หรือไม่? 
+มันช่วยให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้นเหรอ?
* ความคิดลบนี้ มีโทษอย่างไร? 
+อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นถ้ายังคิดแบบนี้อยู่? 

บทที่ 12
"ฝึกสมาธิ"

>> การทำสมาธิ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ จะช่วยดึงจิตใจของเราให้กลับมาอยู่กับตัวเอง กลับมาอยู่ ณ เวลาที่เป็นปัจจุบัน จิตใจที่เป็นลบส่วนหนึ่งจมอยู่กับความคิดคำนึงถึงอดีต หรือกังวลกับเรื่องที่ยังไม่มาถึง สมาธิทำให้เรามีความสงบสุขอยู่ได้กับปัจจุบัน นอกจากนั้นจิตที่เป็นสมาธิยังเป็นจิตที่มีพลัง พลังที่จะคิดในเชิงสร้างสรรค์และคิดในด้านที่เป็นบวกได้มากกว่าจิตที่ฟุ้งซ่าน


 บทที่ 13
"ร้องเพลง"

>>เสียงเพลงสามารถปลอบประโลมจิตใจที่เป็นทุกข์ได้ ไม่ว่าเนื้อหาจะมีส่วนคล้ายคลึงกับชีวิตจริงหรือไม่ ไม่ว
^