เปลี่ยนการแสดงผล thA-AA+

สรุปสาระสำคัญ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ.๒๕๔๗ (ตอนที่ ๓)

สรุปสาระสำคัญ
พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด
พ.ศ.๒๕๔๗ (ตอนที่ ๓)
........................................................................................
                                               
               พ.ต.กภ.ประพล  อยู่ปาน* และ กภ.จีรภา จรัสวณิชพงศ์**
 
         บทความนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักกายภาพบำบัดและผู้ที่สนใจได้ศึกษาและ      ทำความเข้าใจถึงกฎหมายวิชาชีพกายภาพบำบัด ตลอดจนสามารถนำหลักการและสาระสำคัญของกฎหมายไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานหรือการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป
         สำหรับสรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ ตอนที่ ๓ นี้         จะกล่าวถึงหลักการและสาระสำคัญเกี่ยวกับ การกระทำความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ กระบวนการดำเนินคดีจรรยาบรรณ พนักงานเจ้าหน้าที่ และบทเฉพาะกาล โดยมีรายละเอียดดังนี้
 
๑. การกระทำความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗
         ๑.๑ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๘ กำหนดห้ามมิให้ผู้ใด     ซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ทำการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ดังนั้น จะเห็นได้ว่า บุคคลซึ่งมิได้ขึ้นทะเบียนและมิได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดจากสภากายภาพบำบัดไม่มีสิทธิประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด และมาตรา ๕๐ กำหนดว่า ผู้ใดที่ฝ่าฝืนมาตรา ๒๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่ในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
         (๑) การกระทำต่อตนเอง
         (๒) การช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือตามธรรมจรรยา โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน
                           
-------------------------------
*วิทยาศาสตรบัณฑิต (กายภาพบำบัด) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,            นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายมหาชน) มหาวิทยาลัยรามคำแหง,เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมกฎหมายแห่ง       เนติบัณฑิตยสภา, ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุดและที่ปรึกษาสภากายภาพบำบัด
**วิทยาศาสตรบัณฑิต (กายภาพบำบัด) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สรีรวิทยา) มหาวิทยาลัยมหิดล, ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนักกายภาพบำบัดชำนาญการพิเศษ สถาบันราชานุxxxล กรมสุขภาพจิต
           
 
 
         (๓) นักเรียน นักศึกษา หรือผู้รับการฝึกอบรม ซึ่งทำการฝึกหัดหรือฝึกอบรมในความควบคุมของสถาบันการศึกษาวิชากายภาพบำบัดของรัฐหรือที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จัดตั้งสถาบันทางการแพทย์ของรัฐ หรือสถาบันการศึกษา หรือสถาบันทางการแพทย์อื่นที่สภากายภาพบำบัดรับรอง  ทั้งนี้ ภายใต้ความควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกหัดหรือผู้ให้การฝึกอบรมซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด
            (๔) บุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดหรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเษกษา
         ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง  ทบวง  กรม  เทศบาล  องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตําบล  กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นตามที่มีกฎหมายกําหนดหรือสภากาชาดไทย  มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดหรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วยแล้ว
         (๕) บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล กระทำการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด  ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
         ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งปฏิบัติงานในสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล กระทําการประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วยแล้ว
         (๖) การประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดของที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของทางราชการ หรือผู้สอนในสถาบันการศึกษา ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดของต่างประเทศ ทั้งนี้ โดยอนุมัติของคณะกรรมการสภากายภาพบำบัด
         ๑.๒ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๙ กำหนดห้ามมิให้ผู้ใด    ซึ่งมิได้รับปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรในวิชาชีพกายภาพบำบัดใช้คำหรือข้อความด้วยอักษรไทยหรืออักษรต่างประเทศว่านักกายภาพบำบัดหรือใช้อักษรย่อของคำดังกล่าว หรือใช้คำแสดงวุฒิการศึกษาทางกายภาพบำบัด หรือใช้อักษรย่อของวุฒิดังกล่าวประกอบกับชื่อหรือชื่อสกุลของตน หรือใช้คำหรือข้อความอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ทั้งนี้ รวมถึงการใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวให้แก่ตน และมาตรา ๕๑ กำหนดว่า ผู้ใดที่ฝ่าฝืนมาตรา ๒๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
         ๑.๓ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๐ กำหนดห้ามมิให้ผู้ใด      ใช้คำหรือข้อความที่แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ตนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดสาขาต่างๆ หรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิเป็นผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าว ทั้งนี้ รวมถึงการใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวให้แก่ตน เว้นแต่ผู้นั้นเป็น     ผู้ได้รับหนังสืออนุมัติ หรือวุฒิบัตรว่าเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดสาขานั้นๆ จากสภากายภาพบำบัด หรือที่สภากายภาพบำบัดรับรอง หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในข้อบังคับสภากายภาพบำบัด และมาตรา ๕๑ กำหนดว่าผู้ใดที่ฝ่าฝืนมาตรา ๓๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ     ทั้งปรับ
         ๑.๔ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๒ วรรคสองและสาม กำหนดว่า เมื่อความเป็นสมาชิกภาพของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๓      ให้ใบอนุญาตของผู้นั้นสิ้นสุดลง และให้ผู้ซึ่งสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๓ (๒) (๓) และ (๔) ส่งคืนใบอนุญาตต่อเลขาธิการสภากายภาพบำบัดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบการสิ้นสุดสมาชิกภาพ    และมาตรา ๕๒ กำหนดว่า ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ส่งคืนใบอนุญาตต่อเลขาธิการฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
         ๑.๕ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๔ กำหนดห้ามมิให้           ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดนับแต่วันที่ทราบคำสั่งสภากายภาพบำบัดที่สั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนั้น และมาตรา ๕๐ กำหนดว่า ผู้ใดที่ฝ่าฝืนมาตรา ๔๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
        
๒. กระบวนการดำเนินคดีจรรยาบรรณ
         ๒.๑ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง วรรคสองและ    วรรคสาม กำหนดให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหาย เพราะการประพฤติผิดจรรยาบรรณหรือการประพฤติฝ่าฝืนข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด มีสิทธิกล่าวหา  ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายนั้น โดยทำคำกล่าวหาเป็นหนังสือยื่นต่อสภากายภาพบำบัด ตลอดจนกำหนดให้บุคคลอื่นมีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดว่า ประพฤติผิดจรรยาบรรณหรือประพฤติฝ่าฝืนข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพ โดยทำคำกล่าวโทษเป็นหนังสือยื่นต่อสภากายภาพบำบัด และกำหนดให้กรรมการสภากายภาพบำบัดมีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดว่า ประพฤติผิดจรรยาบรรณหรือประพฤติฝ่าฝืนข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพ โดยแจ้งเรื่องต่อสภากายภาพบำบัด
         ๒.๒ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๕ กำหนดให้คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดอาจมีมติว่า ให้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการประพฤติผิดจรรยาบรรณหรือการประพฤติฝ่าฝืนข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดได้ ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันสมควร (มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอันควรเชื่อในเบื้องต้นได้ว่า มีผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดประพฤติผิดจรรยาบรรณหรือประพฤติฝ่าฝืนข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพ) โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้องเรียน         
         ๒.๓ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๔ วรรคสี่ กำหนดอายุความในการดำเนินคดีจรรยาบรรณ โดยให้สิทธิการกล่าวหาหรือสิทธิการกล่าวโทษสิ้นสุดลงเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องการประพฤติผิดและรู้ตัวผู้ประพฤติผิด ทั้งนี้ ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่มีการประพฤติผิด ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การดำเนินคดีจรรยาบรรณจะใช้อายุความไม่เกินสามปีนับแต่วันที่มีการประพฤติผิดเป็นหลัก เว้นแต่ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องการประพฤติผิดและรู้ตัวผู้ประพฤติผิดจะต้องยื่นคำกล่าวหาหรือคำกล่าวโทษก่อนพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่        ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องการประพฤติผิดและรู้ตัวผู้ประพฤติผิด การที่ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวโทษมิได้ใช้สิทธิดังกล่าวภายในอายุความที่กำหนด เป็นผลให้คดีจรรยาบรรณดังกล่าวขาดอายุความ และสภากายภาพบำบัดไม่อาจออกคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในคดีจรรยาบรรณ   ดังกล่าวได้
         ๒.๔ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๔ วรรคห้า กำหนดให้การถอนเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษที่ได้ยื่นหรือแจ้งไว้แล้วนั้น ไม่เป็นเหตุให้ระงับการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
         ๒.๕ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง กำหนดให้คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ” จากสมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัด ประกอบด้วยประธานคนหนึ่ง และอนุกรรมการมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าสามคน         มีอำนาจหน้าที่สืบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนแล้วทำรายงานพร้อมทั้งความเห็นเสนอคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดเพื่อพิจารณา
         ๒.๖ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๗ กำหนดว่า                เมื่อคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดได้รับรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการ       จรรยาบรรณแล้ว ให้คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดพิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
                   (๑) ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อเสนอให้คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดพิจารณา
                   (๒) ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวน ในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นมีมูล
         (๓) ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นไม่มีมูล
         ๒.๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๘ วรรคหนึ่ง กำหนดให้คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการสอบสวน” จากสมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัด ประกอบด้วยประธานคนหนึ่ง และอนุกรรมการมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าสามคน       มีอำนาจหน้าที่สอบสวน สรุปผลการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็น          ต่อคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
         ๒.๘ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง กำหนดให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและคณะอนุกรรมการสอบสวนซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้   เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจเรียกบุคคลใดๆ มาให้ถ้อยคำ และมีหนังสือแจ้งให้บุคคลใดๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุเพื่อประโยชน์แก่การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวได้       และมาตรา ๕๓ กำหนดว่าผู้ใดที่ฝ่าฝืนไม่มาให้ถ้อยคำหรือไม่ส่งเอกสารหรือวัตถุใดๆ ตามที่คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวเรียกหรือแจ้งให้ส่ง โดยไม่มีเหตุอันควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
         ๒.๙ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๐ กำหนดให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ พร้อมทั้งส่งสำเนาเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มทำการสอบสวน           ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิทำคำชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานใดๆ มาให้คณะอนุกรรมการสอบสวน โดยคำชี้แจงหรือพยานหลักฐานให้ยื่นต่อประธานอนุกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานอนุกรรมการสอบสวน หรือภายในกำหนดเวลาที่คณะอนุกรรมการสอบสวนจะขยายให้
         ๒.๑๐ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๑ กำหนดว่า              เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและต้องไม่เกินกำหนดเวลาตามมาตรา ๓๘ วรรคสาม เพื่อให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัยชี้ขาด  
         ๒.๑๑ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๒ กำหนดว่า              เมื่อคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการฯ พิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวน          คณะกรรมการฯ อาจให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมก่อนวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้        ซึ่งคณะกรรมการฯ มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
                             (๑) ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ
                             (๒) ว่ากล่าวตักเตือน
                             (๓) ภาคทัณฑ์
                             (๔) พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินสองปี
                             (๕) เพิกถอนใบอนุญาต
         กรณีที่คณะกรรมการฯ วินิจฉัยชี้ขาดให้พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๒๗ กำหนดให้สภานายกพิเศษ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) มีอำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบหรือยับยั้งมติของคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดดังกล่าวได้ โดยสภานายกพิเศษมีระยะเวลาในการพิจารณามติดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับมติที่นายกสภากายภาพบำบัดเสนอ หากสภานายกพิเศษมิได้พิจารณาและมีความเห็นในทางใดทางหนึ่งภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าสภานายกพิเศษให้ความเห็นชอบมตินั้น
         ๒.๑๒ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๒ วรรคสี่ กำหนดให้        คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดในคดีจรรยาบรรณ ให้ทำเป็นคำสั่งสภากายภาพบำบัดพร้อมด้วยเหตุผลของการวินิจฉัยชี้ขาด และให้ถือเป็นที่สุด      
         ๒.๑๓ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๓ กำหนดให้เลขาธิการแจ้งคำสั่งสภากายภาพบำบัดเกี่ยวกับคดีจรรยาบรรณไปยังผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษเพื่อทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว และให้บันทึกข้อความตามคำสั่งนั้นไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด พร้อมทั้งแจ้งผลการวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษทราบด้วย     ๑๑.๑๔ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง กำหนดให้  ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตฯ อาจขอรับใบอนุญาตฯ อีกได้เมื่อพ้น  สองปีนับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต แต่เมื่อคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดได้พิจารณา        คำขอรับใบอนุญาตฯ และปฏิเสธการออกใบอนุญาตฯ ผู้นั้นจะยื่นคำขอรับใบอนุญาตฯ ในครั้งต่อๆ ไปได้อีกต่อเมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดปฏิเสธการออกใบอนุญาตฯ ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ข้อบังคับ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วยแล้ว
 
๓. พนักงานเจ้าหน้าที่
         ๓.๑ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๙ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา            และมาตรา ๔๗ กำหนดให้มีอำนาจ ดังต่อไปนี้
                     (๑) เข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดในเวลาทำการของสถานที่นั้นเพื่อตรวจสอบหรือควบคุมให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
                     (๒) เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า จะมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของสถานที่นั้น เพื่อตรวจค้นเอกสารหรือวัตถุใดๆ ที่อาจใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ประกอบกับกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ เอกสารหรือวัตถุดังกล่าวจะถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
                     (๓) ยึดเอกสาร หรือวัตถุใดๆ ที่อาจใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
                     ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร และผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท (มาตรา ๔๗ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๕๒)
         ๓.๒ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า    ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว ตลอดจนบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมาตรา ๕๔ กำหนดว่า การที่เจ้าหน้าที่ไม่แสดงบัตรประจำตัวโดยไม่มีเหตุอันควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน      สองพันบาท
 
๔. บทเฉพาะกาล
         ๔.๑ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๕ กำหนดว่า ผู้ใดได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขากายภาพบำบัดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นสมาชิกสภากายภาพบำบัดตามพระราชบัญญัตินี้
         ๔.๒ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๖ กำหนดว่า ผู้ใดได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขากายภาพบำบัดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ และใบอนุญาตนั้นยังคงใช้ได้ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดตามพระราชบัญญัตินี้       
         ๔.๓ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๘ กำหนดว่า ในระหว่างที่  ยังมิได้ออกกฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำกฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะในส่วนที่เกี่ยวกับวิชาชีพกายภาพบำบัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
 
บรรณานุกรมอ้างอิง
พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ.๒๕๔๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑
         ตอนพิเศษ ๖๕ ก วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ หน้า ๖๒ - ๖๙

ผู้เขียน : Preecha Asawakosinchai

Poste : 04 พ.ย. 2559 เวลา 10:16 น.

ป้ายกำกับ : law3

^