เปลี่ยนการแสดงผล thA-AA+

สรุปสาระสำคัญพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ.๒๕๔๗(ตอนที่ ๑)

สรุปสาระสำคัญ

พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด

พ.ศ.๒๕๔๗ (ตอนที่ ๑)

........................................................................................

พ.ต.กภ.ประพล อยู่ปาน* และ กภ.จีรภา จรัสวณิชพงศ์**

*วิทยาศาสตรบัณฑิต (กายภาพบำบัด) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายมหาชน) มหาวิทยาลัยรามคำแหง,เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมกฎหมายแห่ง เนติบัณฑิตยสภา, ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุดและที่ปรึกษาสภากายภาพบำบัด

**วิทยาศาสตรบัณฑิต (กายภาพบำบัด) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สรีรวิทยา) มหาวิทยาลัยมหิดล, ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนักกายภาพบำบัดชำนาญการพิเศษ สถาบันราชานุxxxล กรมสุขภาพจิต

-------------------------------

บทความนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักกายภาพบำบัดและผู้ที่สนใจได้ศึกษาและ ทำความเข้าใจถึงกฎหมายวิชาชีพกายภาพบำบัด ตลอดจนสามารถนำหลักการและสาระสำคัญของกฎหมายไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานหรือการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ พระราชอำนาจผ่านทางองค์กรนิติบัญญัติหรือรัฐสภา (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา) ตราขึ้นเพื่อบังคับใช้ในราชอาณาจักรไทย โดยมีเหตุผลและความจำเป็นหรือมีเจตนารมณ์ที่สำคัญในการตราเป็นกฎหมายดังต่อไปนี้ เดิมการประกอบโรคศิลปะสาขากายภาพบำบัดอยู่ในความควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งมีคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบโรคศิลปะสาขาต่างๆ และมีคณะกรรมการวิชาชีพสาขากายภาพบำบัดทำหน้าที่ควบคุมการประกอบโรคศิลปะสาขากายภาพบำบัดรวมทั้งจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ต่อมาวิทยาการและเทคโนโลยีทางด้านกายภาพบำบัดในประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก ประกอบกับจำนวนผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขากายภาพบำบัดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงสมควรแยกการกำกับดูแลและการควบคุมการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดออกจากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะและคณะกรรมการวิชาชีพสาขากายภาพบำบัด โดยจัดตั้ง “สภากายภาพบำบัด” ขึ้นเพื่อส่งเสริมการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด กำหนดและควบคุมมาตรฐานการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด และควบคุมมิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลซึ่งไม่มีความรู้ อันก่อให้เกิดภัยและความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่า การตรากฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่สำคัญคือการคุ้มครองประชาชนหรือผู้บริโภค (ผู้รับบริการ) ให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้บริการด้านกายภาพบำบัด

สำหรับสรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ ตอนที่ ๑ นี้ จะกล่าวถึงหลักการและสาระสำคัญเกี่ยวกับระยะเวลาเริ่มต้นที่พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่มีผลใช้บังคับการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด สภากายภาพบำบัด และสมาชิกสภากายภาพบำบัด โดยมีรายละเอียดดังนี้

๑. ระยะเวลาเริ่มต้นที่พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ.๒๕๔๗ มีผลใช้บังคับ

พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒ กำหนดให้กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นไป

๒. การประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด

พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓ ได้กำหนดขอบเขตของการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด โดยบัญญัติบทนิยามคำว่า “วิชาชีพกายภาพบำบัด” หมายความว่า วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจประเมิน การวินิจฉัย และการบำบัดความบกพร่องของร่างกายซึ่งเกิดเนื่องจากภาวะของโรคหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ การป้องกัน การแก้ไขและการฟื้นฟูความเสื่อมสภาพความพิการของร่างกาย รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจ ด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัดหรือการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดให้เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์กายภาพบำบัด

ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ข้อบังคับสภากายภาพบําบัดว่าด้วยข้อจํากัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๕๑ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งสภากายภาพบำบัดได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กําหนดเครื่องมือกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้ว

๓. ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด

๓.๑ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓ กำหนดบทนิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดจากสภากายภาพบำบัด

๓.๒ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๒ กำหนดให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดต้องเป็นสมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัด รวมทั้งมีคุณสมบัติตามมาตรา๑๑ และต้องผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภากายภาพบำบัด

ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยการเป็นสมาชิกสภากายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๙ ตลอดจนข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยการขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต การออกใบแทนใบอนุญาตและการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๔๙ และข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้ว

๓.๓ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๓ กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดต้องประกอบวิชาชีพภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดและเงื่อนไข และต้องรักษาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพกายภาพบำบัดตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภากายภาพบำบัด

ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยข้อจํากัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อปฏิบัติการตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้ว

๔. ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด

พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๑ กำหนดให้การขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต อายุใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภากายภาพบำบัดและมาตรา ๒๓ (๔) (ฌ) กำหนดให้คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดมีอำนาจหน้าที่ในการออกข้อบังคับสภากายภาพบำบัดว่าด้วยแบบและประเภทใบอนุญาต หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต อายุใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตดังนั้นคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดโดยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษจึงได้ออกข้อบังคับสภากายภาพบำบัด ว่าด้วยอายุใบอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดพ.ศ. ๒๕๕๑ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดมีอายุห้าปีนับตั้งแต่วันที่สภากายภาพบําบัดออกใบอนุญาตฯ และกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดที่ประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาตฯ ต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(๑) ได้รับการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถทางวิชาชีพหรือวิชาการ หรือ

(๒) มีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากร หรือพัฒนาวิชาชีพ หรือ

(๓)เข้าศึกษาในหลักสูตรการศึกษาวิชาชีพกายภาพบําบัดเฉพาะทางหรือกายภาพบําบัดระดับบัณฑิตศึกษา

ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่สภากายภาพบําบัดประกาศกำหนด และสภากายภาพบําบัดได้ออกประกาศสภากายภาพบําบัด เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในคุณสมบัติของผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๕๓ กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัดที่ประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาตฯ จะต้องทำกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและเก็บหน่วยคะแนนการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวและเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการต่ออายุใบอนุญาตฯ ในครั้งถัดไป

ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อการต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้ว และสภากายภาพบำบัดได้ออกประกาศสภากายภาพบําบัด เรื่อง การรับรองสถาบันที่จัดการศึกษาต่อเนื่อง การรับรองหลักสูตร กิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง และการกำหนดหน่วยคะแนน พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อแจ้งให้ผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดได้รับทราบโดยทั่วกันแล้ว

๕. สภากายภาพบำบัด

๕.๑ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๖ กำหนดให้สภากายภาพบำบัดมีสถานะเป็นนิติบุคคลโดยผลของกฎหมาย และมีคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดเป็นผู้ดำเนินการแทนสภากายภาพบำบัด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๗ และมาตรา ๘

ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยตราของสภากายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อกำหนดลักษณะตราสัญลักษณ์ของสภากายภาพบำบัดด้วยแล้ว

๕.๒ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๗ กำหนดให้สภากายภาพบำบัดมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(๑) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด

(๒) ควบคุม กำกับ ดูแล และกำหนดมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด (ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกประกาศสภากายภาพบำบัด เรื่อง มาตรฐานบริการกายภาพบําบัด พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้ว)

(๓) ควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดให้ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพกายภาพบำบัด

(๔) ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนและองค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับกายภาพบำบัดและการสาธารณสุข

(๕) ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับงานกายภาพบำบัดและการสาธารณสุข

(๖) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัด

(๗) ผดุงไว้ซึ่งสิทธิ ความเป็นธรรม และส่งเสริมสวัสดิการให้แก่สมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัด

(๘) เป็นตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดของประเทศไทย

๕.๓ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๘ กำหนดให้สภากายภาพบำบัดมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด

(๒) ออกคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในคดีจรรยาบรรณ

(๓) รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรในวิชาชีพกายภาพบำบัดของสถาบันต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการสมัครเป็นสมาชิก (ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยการรับรองปริญญาในวิชาชีพกายภาพบําบัดของสถาบันต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการสมัครเป็นสมาชิก พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้ว)

(๔) รับรองหลักสูตรสำหรับการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ ของวิชาชีพกายภาพบำบัดของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมดังกล่าว

(๕) รับรองวิทยฐานะของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ ของวิชาชีพกายภาพบำบัด

(๖) ออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดสาขาต่างๆ และออกหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพกายภาพบำบัด

(๗) จัดทำแผนการดำเนินงานและรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อสภานายกพิเศษอย่างน้อยปีละครั้ง

(๘) ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภากายภาพบำบัดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๗

๖. สมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัด

๖.๑ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๑ กำหนดให้ผู้สมัครเป็นสมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัดต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์

(๒) มีความรู้ในวิชาชีพกายภาพบำบัดโดยได้รับปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรในวิชาชีพกายภาพบำบัดจากสถาบันการศึกษาที่สภากายภาพบำบัดรับรอง

(๓) ไม่เป็นผู้ประพฤติเสียหายซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ

(๔) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ

(๕) ไม่เป็นผู้วิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือไม่เป็นโรคที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภากายภาพบำบัดได้แก่ โรคเรื้อนในระยะติดต่อ หรือในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม, วัณโรคในระยะอันตราย, โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่น่ารังเกียจแก่สังคม,โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคอื่นๆ ซึ่งคณะกรรมการสภากายภาพบําบัดเห็นว่า เป็นอุปสรรคต่อการประกอบวิชาชีพ กายภาพบําบัด(ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ออกกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอนุบัญญัติ ได้แก่ ข้อบังคับสภากายภาพบําบัด ว่าด้วยโรคซึ่งต้องห้ามมิให้เป็นสมาชิก พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้ว)

๖.๒ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๓ กำหนดให้ความเป็นสมาชิกภาพแห่งสภากายภาพบำบัดสิ้นสุดลงตามที่บัญญัติไว้ในเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๑ (๑) (๒) หรือ (๕)

(๔) คณะกรรมการสภากายภาพบำบัดมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพ เพราะเห็นว่าเป็นผู้นำมา ซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพตามมาตรา ๑๑ (๓) หรือ (๔)

ตลอดจนมาตรา ๓๒ วรรคสองและสาม กำหนดว่า เมื่อความเป็นสมาชิกภาพของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๓ ให้ใบอนุญาตของผู้นั้นสิ้นสุดลง และให้ผู้ซึ่งสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๓ (๒) (๓) และ (๔) ส่งคืนใบอนุญาตต่อเลขาธิการสภากายภาพบำบัดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบการสิ้นสุดสมาชิกภาพ และมาตรา ๕๒ กำหนดว่า ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ส่งคืนใบอนุญาตต่อเลขาธิการฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

๖.๓ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๒ (๑) (๒) และ (๓) กำหนดให้สมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัดมีสิทธิดังต่อไปนี้

(๑) ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ขอหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดสาขาต่างๆ หรือขอหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพกายภาพบำบัดโดยปฏิบัติตามข้อบังคับสภากายภาพบำบัดว่าด้วยการนั้น

(๒) แสดงความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับกิจการของสภากายภาพบำบัดส่งไปยังคณะกรรมการสภากายภาพบำบัดเพื่อพิจารณา และในกรณีที่สมาชิกร่วมกันตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับกิจการของสภากายภาพบำบัด คณะกรรมการฯ ต้องพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอทราบภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับเรื่อง

(๓) เลือก รับเลือก หรือรับเลือกตั้งเป็นกรรมการสภากายภาพบำบัด

๖.๔ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๒ (๔) กำหนดให้สมาชิกแห่งสภากายภาพบำบัดมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ผดุงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ

(๒) ปฏิบัติตนตามพระราชบัญญัตินี้

บรรณานุกรมอ้างอิง

พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ.๒๕๔๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนพิเศษ ๖๕ ก วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ หน้า ๕๒ –๕๖
 

ดาวน์โหลดไฟล์

^